“ปูราชินี” ราชินีแห่งทองผาภูมิตะวันตก

August 30th, 2012
ราชินีแห่งทองผาภูมิตะวันตก
ชื่อท้องถิ่น : ปูราชินี , ปูสามสี
ชื่อสามัญ : Blue swimming crab.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thaiphusa sirikit
ชื่อวงศ์ : Potamidae
ลักษณะทั่วไป
ในบรรดาปูน้ำจืดทุกชนิด “ปูราชินี” จัดว่าเป็นปูน้ำจืดประเภทปูป่าที่มีสีสันสวยงามที่สุด โดยจะมีสีสันมากถึง 3 สี คือ ขาเป็นสีแดง ตรงโคนขา ก้ามหนีบ และบริเวณขอบกระดองเป็นสีขาว ตรงกลางกระดองเป็นสีน้ำเงิน ดูแล้วคล้ายกับธงชาติไทย ชาวบ้านจึงมักจะเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ปูสามสี”
ปูราชินี ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ พ.ศ.2535 มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thaiphusa sirikit (Naiyanetr, 1992) และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Regal Grab ปัจจุบันปูราชินีจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่หายากในสภาพธรรมชาติ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยเห็นและอยากเห็นปูที่สวยที่สุดนี้ต้องลองเดินทางไปแถวอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพราะปูชนิดนี้เป็นปูเฉพาะถิ่นและปัจจุบันจัดอยู่ในสภาพหายากในสภาพธรรมชาติ ปูราชินีจึงกลายเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนเพราะเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง ผืนป่าทองผาภูมิตะวันตกที่เกรงว่าใกล้จะสูญพันธุ์  ดังนั้น โครงการ BRT จึงได้ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนให้นายสิทธิพงศ์ วงศ์วิลาส ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการ BRT ทำการศึกษาปูราชินีเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนชุมชน ให้เห็นคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์ปูราชินีให้อยู่คู่กับท้องถิ่นสืบไป
พบปูราชินีได้ที่ไหน?
จากการสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ปูราชินีชอบอาศัยอยู่ตามริมลำห้วยและในพื้นที่พุ ได้แก่  บริเวณห้วยพัสดุกลาง (บ้านพัสดุกลาง) ห้วยปากคอก พุท่ามะเดื่อ และพุปูราชินี (ออป.) โดยเฉพาะพุปูราชินีจะพบมากกว่าที่อื่น ปูราชินีที่พบมักจะมีความหลากหลายของสี คือ กลุ่มที่มีขาสีส้มสด และกลุ่มที่มีสีขาเป็นสีขาว โดยปกติปูราชินีจะออกจากรูมาเดินให้เห็นเต็มไปหมดในช่วงที่มีฝนตกหนักๆ ซึ่งบางครั้งสามารถจับได้เป็นกาละมังเลยทีเดียว แต่ถ้าฝนฟ้าครึ้มก็จะพบอยู่แค่ปากรู รูปูราชินีจะเป็นรูที่ดิ่งตรงลงไป แล้วหักเป็นแนวระนาบยาวออกไป ความลึกของรูขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำใต้ดิน ในหน้าแล้งปูจะเอาดินมาพอกที่ปากรูให้สูงขึ้นเพื่อกันน้ำเข้า และปิดปากรูด้านบน ชาวบ้านยังบอกอีกว่าปูราชินีน่าจะออกลูกปีละครั้ง โดยจะเห็นปูราชินีเริ่มมีไข่และออกลูกประมาณปลายเดือนกันยายน
บ้านหลังน้อยๆ ของปูราชินี
เมื่อสังเกตการกระจายของรูปูที่พุปูราชินี พบว่า มีการกระจายแบบไม่สม่ำเสมอ โดยจะรวมกันอยู่เป็นกระจุกๆ ตามโคนต้นไม้หรือพื้นที่โล่งๆ สภาพทั่วไปของพุปูราชินีบริเวณที่ปูขุดรูอาศัยอยู่จะร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม ปริมาณแสงส่องถึงพื้นน้อยมาก ไม้ชั้นกลางมีมากแต่ไม่แน่นทึบ พื้นดินล่างมีเศษใบไม้ปกคลุมทั่วไป ไม้พื้นล่างและกล้าไม้มีน้อย
ลักษณะรูปูราชินีที่พบจะมีอยู่ 3 แบบ ดังนี้
1. เป็นกองมูลดิน และมีดินปิดปากรู กองมูลดินจะมีความสูง 8-15 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของกองมูลดิน จะอยู่ในช่วง 15-20 เซนติเมตร รูลักษณะนี้จะพบน้อย ประมาณร้อยละ 15 ของรูที่พบทั้งหมด
2. เป็นกองมูลดิน แต่ไม่มีดินปิดปากรู กองมูลดินจะมีความสูง 6-10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของกองมูลดิน 14-17 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของปากรู 1.8-4.2 เซนติเมตร รูลักษณะนี้จะพบมากกว่าแบบแรก ประมาณร้อยละ 35 ของรูที่พบทั้งหมด
3. เป็นรูแบบเปิด ไม่มีกองมูลดินและไม่มีดินปิดปากรู เส้นผ่าศูนย์กลางของปากรู 1.5-4.8 เซนติเมตร รูลักษณะนี้จะพบมากที่สุดประมาณร้อยละ 50 ของรูที่พบ รูลักษณะนี้ รอบๆ ปากรูจะสะอาด ในรัศมีจากขอบปากรู 2-3 เซนติเมตร จะไม่มีเศษใบไม้กิ่งไม้อยู่เลย
พฤติกรรมน่ารักๆ ที่พบเห็นได้จากปูราชินี
จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมปูราชินี พบว่า ปูราชินีมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น พฤติกรรมการกินอาหารซึ่งปูราชินีสามารถกินอาหารได้หลายชนิดทั้งเศษซากพืชซากสัตว์ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น หอย, เนื้อปลา, ไส้เดือน, จิ้งเหลน, ปูตัวเล็ก, อาหารแมว และข้าวสุก โดยปูราชินีสามารถกินอาหารได้ทั้งในน้ำและบนบก นอกจากนี้ยังพบว่าปูนำอาหารลงไปกินในรูอีกด้วย โดยส่วนใหญ่ปูจะออกมาหาอาหารเมื่อมีฝนตก
สำหรับ การขุดรูนั้นปูราชินีจะใช้ก้ามและปลายเล็บเท้าข้างใดข้างหนึ่งจิกลงดินแล้ว โกยเข้าหาตัว ดินจะเป็นขุย แล้วปูจะใช้ก้ามและขาคู่ที่ 1 หนีบดินเข้าหาตัวแล้วเดินขึ้นมาบนปากรูแล้วใช้ก้ามดันดินออกไปวางไว้รอบๆ รู ในบางครั้งอาจเห็นการต่อสู้เพื่อแย่งรูกันเกิดขึ้น โดยปูที่แข็งแรงกว่าจะใช้ก้ามหนีบตัวปูที่อยู่ในรูออกมา หากปูเจ้าของรูสามารถต่อสู้ได้ก็จะได้ครอบครองรูต่อไป แต่หากว่าแพ้ก็ต้องสละรูนั้นให้กับผู้ชนะ ส่วนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ พบว่าปูจะวิ่งลงรูทันทีแม้ว่าจะไม่ใช่รูของตนก็ตาม จากนั้นประมาณ 15 นาทีก็จะออกมาจากรู  สิ่งเร้าที่ปูตอบสนองน้อยที่สุด ก็คือ แสงไฟ เมื่อเทียบกับเสียงเดินและเสียงพูดคุย
พฤติกรรมน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ปูจะพ่นน้ำออกมาบางครั้งเป็นฟองอากาศแต่บางครั้งก็เป็นทางยาว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาทีหรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ปูราชินียังมีการขับถ่ายโดยจะเปิดจับปิ้งแล้วใช้ก้ามหนีบเอาแท่งอุจจาระออกมา
สำหรับใครที่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนหรือกำลังมองที่เที่ยวเพื่อดื่มด่ำกับ ธรรมชาติ ลองหาโอกาสมาเยือนทองผาภูมิโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันเขียวขจีของผืนป่าทองผาภูมิตะวันตก แล้วยังเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็น “ปูราชินี” ปูน้ำจืดที่สวยและหายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย
.
เรื่องและภาพ : สิทธิพงศ์ วงศ์วิลาส
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มา biotec.or.th และ bedo.or.th

10 พืช สัตว์สวยงามที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2012

August 30th, 2012

1) แมงกระพรุนกล่อง

แมงกระพรุนกล่องลายโบแนร์นั้นคือสัตว์พิษร้ายที่เพิ่งถูกพบในน่านน้ำแถวๆเกาะโบ แนร์ในทะเลแคริบเบียนทางฝั่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าแมงกระพรุนนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Tamoya ohboya” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กทางวิทยาศาสตร์โดยคุณครู ซึ่งมีเหตุผลมาจากการที่คนจะร้อง “Oh boy!” เมื่อถูกต่อย
.
2) ลิงจมูกบี้
เจ้าลิงจมูกบี้นั้นถูกพบในพม่าทางเหนือและมีชื่อว่า Rhinopithecus strykeri มันมีจมูกรูปร่างแปลกๆที่บี้ขึ้นซึ่งทำให้เจ้านี้จะจามเสียงดังเมื่อฝนตก เพื่อป้องการหายใจเอาน้ำเข้าไป เจ้าลิงจะนั่งเอาหัวมุดระหว่างเข้าเมื่อฝนตก
.
3) ไส้เดือนฝอย
ด้วยความยาวแค่ 0.5 มม. เจ้าไส้เดือนฝอยจิ๋วที่ได้ชื่อเล่นว่า “หนอนปีศาจ” นี้คือสัตว์หลายเซลล์ที่อาศัยอยู่ในใต้ดินลึกที่สุดในโลก หนอนปีศาจนี้ถูกค้นพบบนลูกแก้ว (คราบสีน้ำตาลๆน่ะ) ในรูปแบบของไบโอฟิลม์ที่ความลึกเกือบ 1.3 กม.ในพื้นดินของเหมืองทองที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาใต้ มันถูกตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ว่า Halicephalobus mephisto ซึ่งมีที่มาจากตำนานแห่งปีศาจของเฟ้าส์ (Faust เป็นตัวเอกในตำนานเยอรมันเรื่องหนึ่ง) เพราะเจ้าสปีชีส์นี้ต้องมีชีวิตอยู่ใต้พื้นดินแรงดันสูงและมีอุณหภูมิร้อนเหมือนนรก (บ้านปีศาจ)
.
4) ต่อ
เจ้าตัวต่อพาราไซส์สปีชีส์ใหม่นี้จะบินเหนือพื้นดินแค่ 1 ซม.ในกรุงมาดริด ประเทศสเปนเพื่อหาเหยื่อซึ่งก็คือมดนั่นเอง เมื่อเจ้านี้เจอมด มันก็จะโจมตีทางอากาศอย่างกะระเบิดนิวเคลียร์และออกไข่ในตัวของมดโดยใช้เวลา น้อยกว่า 0.05 วินาที
.
5) เห็ด
เจ้าเห็ดรูปร่างประหลาดนี้ถูกค้นพบใต้ต้นไม้ ในป่าของเมื่อซาราวักบนเกาะบอร์เนียว ประเทศมาลาเซีย มันถูกตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ว่า Spongiforma squarepantsii ซึ่งมีที่มาจากตัวการ์ตูนชื่อดัง SpongeBob SquarePants เจ้าเห็ดสีส้มสว่างนี้มีรูปร่างเหมือนฟองน้ำ
.
6) กิ้งกือ
กิ้งกือยักษ์ความยาวเท่าไส้กรอกนี้มีชื่อเรียกว่า “ไส้กรอกมีขาเดินได้” ซึ่งเป็นคำแปลของชื่อวิทยาศาสตร์ Crurifarcimen vagans นั่นเอง กิ้งกือน่าขนลุกนี้คือกิ้งกือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความยาว 16 ซม., เส้นผ่านสูนย์กลางร่างกายประมาณ 1.5 ซม.และปล้องเป็นจำนวน 56 ปล้องหรือมากกว่า มันถูกค้นพบในทางลาดชันด้านตะวันออกของภูเขาในประเทศแทนซาเนีย
.
7) กระบองเพชรเดินได้
เจ้าสปีชีส์ใหม่นี้ดูผิวเผินเหมือนกระบองเพรชเดินได้มากกว่าสัตว์ซะอีก เจ้าสัตว์ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Diania cactiformis นั้นอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่เรียกว่าโลโบโพเดียติดเกราะ (armored Lobopodia) ซึ่งก็คือสัตว์หน้าตาเหมือนหนอนที่มีขาหลายคู่ เจ้าสัตว์หน้าตาประหลาดนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 520 ล้านปีก่อนและฟอซซิลของมันถูกพบในประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้
.
8) ไนท์ สตอล์กเกอร์
“ไนท์ สตอล์กเกอร์” คือชื่อที่นักวิทยาศาสตร์ใช้อธิบายกล้วยไม้หายากแห่งปาปัว นิว กินีซึ่งจะบานในช่วง 4 ทุ่มและหุบในเช้าวันต่อไป เจ้ากล้วยไม้นี้มีชื่อสามัญว่า “กล้วยไม้บานเย็น” และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ในความหมายเดียวกันว่า Bulbophyllum nocturnum เจ้าสปีชีส์ใหม่นี้คือกล้วยไม้บานตอนเย็นสปีชีส์แรกในจำนวนกล้วยไม้ทั้งหมด 25,000 สปีชีส์
.
9) ทารันทูล่าสีน้ำเงิน
เจ้าทารันทูร่าขนดกสีน้ำเงินแวววาวสวยงามนี้คือสปีชีส์ใหม่จากบราซิลที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pterinopelma sazimai มันอาศัยอยู่ในยอดภูเขาบนเกาะ
.
10) ป๊อปปี้
ป๊อปปี้ฤดูใบไม้ร่วงนาปาเลส หรือ Meconopsis autumnalis ถูกพบบนภูเขาฮิมาลายาที่มีความสูงมากกว่า 4,000 เมตรในประเทศเนปาล
.
ที่มา เด็กดีดอทคอม

มดที่น่ารักที่สุด

August 30th, 2012

ชื่อสามัญ มดหลังโล่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Meranoplus  bicolor ( Guerin – Men ) วงศ์ย่อย  Myrmicinae
ข้อมูลทั่วไป
เป็นมดขนาดกลาง  มีความยาว  3.0 – 3.5 มิลลิเมตร  ลำตัวมี 2 สี คือ หัว อก เอว มีสีน้ำตาลแดง  ส่วนท้องสีดำ  มีขนยาวขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น  อกปล้องมีขนาดใหญ่และด้านท้ายมีหนามขนาดใหญ่และยาว 1 คู่  เมื่อมองจากด้านบนจะคล้ายกับเป็นโล่ที่ใช้ต่อสู้  ส่วนท้องเป็นรูปทรงไข่ขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน  มองด้านบนคล้ายรูปหัวใจ  มีเหล็กในสั้น
ทำรังอยู่ใต้พื้นดิน  ปากรังจะมีเม็ดดินกองโดยรอบ  และเดินหาอาหารตามพื้น เช่น  สนามหญ้า บริเวณหาดทราย และพื้นที่เกษตรกรรม  เป็นต้น
อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ  เดินอย่างช้าๆ  ถ้าถูกรบกวนจะหยุดนิ่งและงอตัว  พบได้ตามพื้นที่ถูกรบกวนหรือเปิดโล่ง
จุดเด่น
มดชนิดนี้จัดเป็นมดที่น่ารักที่สุด  เนื่องจาก มีพฤติกรรมที่ค่อนข้างเรียบร้อย สุภาพ ไม่ก้าวร้าว  เดินอย่างช้าๆ  สุขุม  มีความฉลาดในการเอาตัวรอด คือถ้าถูกรบกวนจะทำตัวแกล้งตายโดยการงอตัว
.
ที่มา  เอกสารเผยแพร่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และรูปจาก ants-kalytta.com

มดที่น่ารำคาญที่สุด

August 13th, 2012

หรือมดนักพยากรณ์อากาศประจำประเทศไทย
ชื่อสามัญ มดดำกินน้ำตาล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Paratrechina  longicornis Wheeler วงศ์ย่อย  Formicinae
ข้อมูลทั่วไป
- มีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้
- มดงานเป็นมดขนาดกลาง  ลำตัวยาว 2.5 – 3.0 มิลลิเมตร  มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  หนวดค่อนข้างยาว  ลำตัวมีขนสั้นแข็งขึ้นกระจายจำนวนมาก  ไม่มีเหล็กใน
- พบสร้างรังใต้ซากใบไม้ที่ทับถม ใต้ขอนไม้ หรือใต้ก้อนหิน เป็นรังชั่วคราว เคลื่อนย้ายบ่อยเมื่อถูกรบกวน
- เป็นมดที่เคลื่อนที่เร็วมาก ถ้าถูกรบกวนจะกระจายออกไม่มีทิศทางแน่นอน  เป็นมดที่ชอบกินของหวานต่างๆ มาก
- พบแพร่กระจายทั่วประเทศ ในพื้นที่เกษตรกรรม ป่าที่ถูกรบกวน หรือตามบ้านเรือน
จุดเด่น
มดชนิดนี้จัดเป็นมดที่น่ารำคาญที่สุด  เนื่องจากพฤติกรรมที่ชอบแย่งกินขนมหรือของหวานต่างๆ จะไวมากต่อการพบอาหาร  รวมถึงการเดินอย่างรวดเร็วและไม่มีทิศทางแน่นอน  เมื่อรบกวน  มดชนิดนี้จะไต่ขึ้นตามตัว  แม้ไม่กัดหรือต่อย แต่ก่อให้เกิดความรำคาญเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังเป็นมดนักพยากรณ์อากาศ  เพราะบ่อยครั้งจะเห็นมดชนิดนี้ขนย้ายตัวอ่อนขึ้นไปยังที่สูงก่อนฝนตก  จึงเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “มดขนไข่ขึ้นที่สูงแล้วฝนจะตก”  เนื่องจากมดรับรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศได้ดีกว่ามนุษย์  โดยการใช้หนวด  เพื่อป้องกันครอบครัวให้พ้นจากถูกน้ำท่วมรังนั่นเอง
.
ที่มา  เอกสารเผยแพร่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรูปจาก myrmecos.net

ปูทหารยักษ์ปากบารา

August 13th, 2012

นักวิจัยไทยพบปูทหารยักษ์ชนิดใหม่ของโลกที่หาดปากบารา จังหวัดสตูล เครื่องยืนยันความสมบูรณ์ทางธรรมชาติในพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา  โดย ผศ.ดร.ธรณ์  ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทีมนักวิจัยไทยนำโดย ผศ.พันธุ์ทิพย์ วิเศษพงษ์พันธ์  ผู้เชี่ยวชาญสิ่งมีชีวิตกลุ่มปู  ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล  ได้ค้นพบปูทหารยักษ์ชนิดใหม่ของโลก ที่หาดปากบารา จังหวัดสตูล ภายหลังส่งไปตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องปู ที่ประเทศสิงคโปร์ และออสเตรเลีย ได้รับยืนยันว่าอาจเป็นปูทหารยักษ์ชนิดใหม่ของโลก และจะตรวจสอบดีเอ็นเอเพิ่มเติมอีกครั้ง
ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวอีกว่า ปูทหารยักษ์ชนิดนี้มีลักษณะพิเศษไม่เคยพบในกลุ่มปูทหารมาก่อน เมื่อนำตัวอย่างมาเปรียบเทียบกับปูทหารในไทย พบว่ามีลักษณะเด่น คือ กระดองใหญ่โค้งนูนสีเทาอมฟ้า กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ก้ามสีครีมเหลือง มีพฤติกรรมเคลื่อนที่และหยุดเป็นระยะ ต่างจากปูทหารทั่วไป อีกทั้งยังชอบขุดทรายมาสร้างสันทรายรอบตัวเป็นรูปวงกลม เบื้องต้นตั้งชื่อว่า “ปูทหารยักษ์ปากบารา” ทั้งนี้เตรียมเสนอขอพระบรมราชานุญาตพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ว่า “ปูทหารแห่งพระราชา” เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อย่างไรก็ตามพื้นที่หาดปากบาราอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากกำลังมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การสร้างท่าเทียบเรือปากบารา และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ดังนั้นจำเป็นต้องรีบศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ไม่ให้ปูทหารยักษ์ปากบารา เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
.
ที่มา  oknation.net

จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน

August 13th, 2012

จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน ( Mexican Axolotl ) มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ” ACK-suh-LAH-tuhl ” หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ซาราแมนเดอร์
แหล่งอาศัย
แหล่งที่พบคือแหล่งน้ำที่ชื่อว่า Xochimilco ใกล้กับเมือง เม็กซิโกซิตี้ ( Mexico City ) จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน ( Mexican Axolotl ) แตกต่างจาก ซาราแมนเดอร์ ( salamander ) อื่นๆ คือมันจะอาศัยอยู่ในน้ำตลอดชีวิต ซึ่งพบได้น้อยมากสำหรับ ซาราแมนเดอร์ ( salamander )
ลักษณะทั่วไป
จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน ( Mexican Axolotl ) เมื่อโตเต็มที่สามารถมีความยาวถึง 30 เซนติเมตร แต่ทั่วไปจะมีขนาดประมาณ 15 เซนติเมตร และมีสีดำ และจุดสีน้ำตาล แต่ก็มีพวกสีเผือก จิ้งจกน้ำเม็กซิกัน ( Mexican Axolotl ) เมื่ออยู่ตามธรรมชาติมีอายุประมาณ 15 ปี พวกมันกิน พวกหอย หนอน ตัวอ่อนแมลง ลูกปลาซึ่งในสมัยก่อนจิ้งจกน้ำเม็กซิกัน ( Mexican Axolotl ) ถือว่าเป็นผู้ล่าอันดับต้นๆของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำทีเดียว   แต่ปัจจุบันพวกมันถูกลุกลานจากปลาใหญ่ที่คนนำมาปล่อย หรือเพาะเลี้ยง และนกนักล่าจำพวกนกกระสา
ลักษณะพิเศษ
เป็นสัตว์ที่สามารถงอกอวัยวะที่ขาดได้ใหม่ไม่ว่าจะเป็นหาง หรือแม้แต่ แขน ขา หรืออวัยวะภายใน เช่นหัวใจ ปอด เป็นต้น จึงทำให้มันเป็นเป็นสัตว์ที่มีนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษามากที่สุดชนิดหนึ่ง
เนื่องจากพวกมันเป็นที่นิยมทั้งในเม็กซิโกเอง และเป็นที่ต้องการของตลาดซื้อขายสัตว์น้ำทำให้มันถูกล่า และเป็นที่น่ากังวลว่าพวกมันอาจจะสูญพันธุ์จากแหล่งน้ำในธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง
เห็นหน้าตาน่ารัก ยิ้มอย่างนี้แต่เป็นสัตว์กินเนื้อ และดุร้ายกับสัตว์ที่ตัวเล็กจะกินเป็นอาหารทันที
.
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก wowboom.blogspot.com

หนอนแก้วหัวงู

August 13th, 2012

Hemeroplanes  caterpillar เป็นตัวอ่อนของมอส (ผีเสื้อกลางคืน)  และในช่วงตัวอ่อนพวกมันก็เป็นเพียงหนอนแก้วตัวอ้วนที่เหล่านกทั้งหลายหมายปอง จะจับพวกมันกิน  แต่มันก็ไม่ง่ายเสมอไป ในเมื่อหนอนแก้วพันธุ์นี้มีวิธีป้องกันตัวที่แสนจะแยบยล
หนอนแก้วหัวงู เป็นช่วงตัวอ่อนของมอส Hemeroplanes  พวกมันมีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศเวเนซุเอลา , โบลีเวีย , คอสตารีกา , เม็กซิโก
ตอนเป็นหนอนแก้ว พวกมันกินใบของต้น Fischeria panamensis  เป็นอาหาร
เมื่อหนอนแก้วหัวงูถูกคุกคาม  พวกมันจะใช้ส่วนท้ายยึดกับกิ่งไม้ไว้ แล้วชูส่วนส่วนหัวขึ้น แล้วทำการบิดหงายช่วงท้องที่มีสีสันสดขึ้น พร้อมกับพองหัวให้ใหญ่ขึ้น การพองนี้จะทำให้หนอนแก้ว มีรูปร่างคล้ายหัวงู เพื่อเป็นการข่มขู่ สัตว์ หรือ สิ่งที่จะมาทำร้ายพวกมัน หลังจากผ่านช่วงตัวหนอนไปแล้วจะเข้าสู่ช่วงดักแด้ และกลายเป็นผีเสื้อกลางคืนในที่สุด
.
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ จาก  wowboom.blogspot.com , www.thenighttour.com
www.silkmoths.bizland.com , farm4.staticflickr.com

เมื่อถูกงูพิษกัด

August 13th, 2012

ในประเทศไทยมีรายงานอุบัติเหตุงูพิษกัดประมาณ 7,000-10,000 รายต่อปี
งูพิษที่มีความสำคัญที่พบบ่อยในประเทศไทย
1. งูที่มีพิษต่อระบบประสาท เช่น งูเห่าไทย งูเห่าพ่นพิษสยาม งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา
2. งูที่มีพิษต่อระบบเลือด เช่น งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้
3. งูที่มีพิษทำลายกล้ามเนื้อ เช่น งูทะเล
การแสดงอาการ
เมื่อถูกงูพิษกัด จะมีรอยเขี้ยวพิษเป็นรูเหมือนถูกเข็มตำ 2 รอย
ประเภทงูพิษ
1. งูที่มีพิษต่อระบบประสาท
พิษของงูจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาต จะเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดเล็ก ไปจนถึง กล้ามเนื้อมัดใหญ่และสุดท้ายจะเป็นทั้งตัว อาการแรกเริ่ม คือ หนังตาตก ผู้ป่วยลืมตาไม่ขึ้น ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดๆ ว่าผู้ป่วยง่วงนอน ต่อมาจะเริ่มกลืนน้ำลายลำบาก พูดอ้อแอ้ และหยุดหายใจ เสียชีวิต
2. งูที่มีพิษต่อระบบเลือด
เมื่อถูกงูแมวเซาฉกกัด มีอาการปวดบวมบริเวณรอบแผลเล็กน้อย สำหรับงูกะปะจะพบตุ่มน้ำเลือดหลายอัน และบางอันมีขนาดใหญ่ และมีเลือดออกจากแผลที่ถูกกัด ในกรณีของงูเขียวหางไหม้ จะมีอาการบวมบริเวณที่ถูกกัด และลามขึ้นค่อนข้างมาก เช่น ถูกกัดบริเวณนิ้วมือ แต่บวมทั้งแขน นอกจากนี้จะมีอาการช้ำเลือด
พิษของงูจะไปทำให้เลือดในร่างกายไม่แข็งตัว เลือดออกไม่หยุด เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในสมอง ปัสสาวะมีเลือดปน เลือดออกตามไรฟัน ในกรณีของงูแมวเซาจะมีความรุนแรงกว่างูกะปะและงูเขียวหางไหม้ และพบภาวะไตวายเฉียบพลันร่วมด้วยได้
3. งูที่มีพิษทำลายกล้ามเนื้อ
ปวดกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัว ปัสสาวะมีสีเข้มจนถึงสีดำ ปัสสาวะออกน้อยเนื่องจากมีภาวะไตวายเฉียบพลัน อาจมีหัวใจหยุดเต้นจากภาวะโพแทสเซียมคั่งในเลือด
การดูแลตนเอง
1. ไม่ต้องตกใจ งูที่กัดอาจไม่ใช่งูพิษ ให้ดูที่แผลที่ถูกกัด แผลงูพิษกัดจะมีลักษณะเหมือน เข็มตำ ขณะที่แผลจากงูไม่มีพิษจะเป็นรอยฟัน นอกจากนี้งูพิษกัดบางครั้งจะกัดแต่ไม่ปล่อยพิษ
2. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ถูกงูกัด
3. ให้รีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
4. ล้างบริเวณที่ถูกกัดด้วยน้ำสะอาด
5. ห้ามกรีดหรือดูดบริเวณที่ถูกกัด ไม่ควรใช้สมุนไพรพอก เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อ
6. ข้อนี้สำคัญมาก ไม่ควรชันชะเนาะ หากไม่รู้จักการขันชะเนาะที่ถูกวิธี
7. ถ้าผู้ถูกกัดหยุดหายใจ ให้เป่าปากผายปอดเพื่อช่วยชีวิต
การป้องกัน
1. ในบริเวณบ้านและสถานที่อยู่อาศัย ต้องไม่มีที่รกรุงรังมาก จนเป็นที่อาศัยของงูหรือหนู เพราะบางครั้งงูจะมากินหนู
2. การเดินทางในเวลากลางคืนต้องพกไฟฉายและส่องไฟตลอดเวลา หรือเดินในที่ที่มีแสงไฟส่องสว่างพอ
3. การเดินในสถานที่มีงูชุกชุมต้องใส่รองเท้าหุ้มส้น
4. ก่อนจะสวมรองเท้าหุ้มส้น ควรตรวจสอบเสียก่อนว่ามีงูหลบซ่อนอยู่ในรองเท้าหรือไม่
5. ควรหลีกเลี่ยงการงัดแงะ ก้อนหิน ขอนไม้ หรือการใช้มือ เท้า หรือมุดเข้าไปในโพรงที่ทึบ เนื่องจากอาจมีงูหลบซ่อนอยู่ได้
6. เมื่อเจองูควรหลีกเลี่ยงอยู่ห่าง ๆ อย่าเข้าใกล้
.
ที่มา  www.saovabha.com , เรียบเรียงโดย Admin : Popiiyozee

สัตว์สีเผือก

July 11th, 2012

การเป็นสัตว์เผือกนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของร่างกายที่เกิดการกลาย พันธุ์ทำให้เกิดยีนด้อยขึ้นในหน่วยพันธุกรรมของสัตว์ตัวนั้นๆ ในสัตว์เผือกยีนที่ควบคุมการเกิดสีภายในร่างกายจะบกพร่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆกับเม็ดสีภายในร่างกาย
ซึ่งการเป็นสัตว์เผือกส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากเปลี่ยนแปลงแบบฉบับพลันหรือเรียกว่า การกลายพันธุ์ (mutation) คือผิดปกติเฉพาะสัตว์ตัวนั้นเพียงตัวเดียวเมื่อคลอดออกมาในธรรมชาติถ้าหาก สัตว์ตัวนี้มีโอกาสได้สืบพันธุ์ต่อไป และยีนด้อยการเป็นเผือกนั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ยีนด้อยเหล่าการเป็นเผือกนี้ก็จะแฝงตัวอยู่กับลูกหลาน แต่โอกาสแสดงออกมาให้เห็นเป็นสัตว์เผือกน้อยมาก เพราะร่างกายของสิ่งมีชีวิตมีหน่วยพันธุกรรมเด่นๆ อีกมากมายที่ข่มยีนด้อยเหล่านี้อยู่ เมื่อดูจากภายนอกเราไม่อาจบอกได้เลยว่าสัตว์ตัวใดมียีนด้อยแฝงอยู่บ้าง
ลักษณะผิดปกติในตัวสัตว์ที่เปลี่ยนจากสีปกติเป็นสีขาวนี้เรียกว่า โรคอัลบินิซึม (albinism) เกิดจากยีนด้อยที่มีอยู่ในพันธุกรรม ทำให้ไม่สามารถสร้างเอนไซม์เมลาโนโซท์ ไทโรซิเนส (melamocyte tyrosinase) ที่จะเปลี่ยนไทโรซีน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญตัวหนึ่งไปเป็นเมลานิน (Melanin) ซึ่งในมนุษย์ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้แสดงลักษณะเผือกคือ มีสีผิวขาว ผมขาว ตาสีขาว ม่านตาสีเทาและโปร่งแสง รูม่านตาสะท้อนแสงออกมาเป็นสีแดง ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ส่วนในสัตว์การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงสมบูรณ์คือขาวหมดทั้งตัว (Complete Albinism) หรือเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางส่วน (Incomplete Albinism) ก็ได้ โดยสัตว์เผือกขาวโดยสมบูรณ์นั้นรงควัตถุที่แสดงสีจะไม่ปรากฏให้เห็นเลยแม้ในดวงตา แสงจะผ่านดวงตาและสะท้อนผ่านเส้นเลือดออกมาทำให้เห็นว่าดวงตามีสีแดงทับทิม หรือในส่วนอื่นๆ ที่บอบบางของร่างกายก็จะเห็นเป็นสีชมพูของเส้นเลือดเช่นเดียวกัน สัตว์บางตัวอาจจะปรากฏสีขาวเฉพาะส่วนก็เพราะมียีนด้อยที่แสดงความเผือกยัง ปรากฏออกมาไม่สมบูรณ์เพราะมียีนเด่น ๆ ตัวอื่นข่มอยู่บ้าง
โอกาสที่สัตว์สองตัวต่างเพศกันที่มีเชื้อพันธุ์ที่เผือกอยู่ในตัวจะมาเจอกันและผสมพันธุ์กันในสภาพธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะสัตว์ที่มีจำนวนประชากรในธรรมชาติเหลืออยู่มาก อาจจะเป็นแค่หนึ่งในล้านก็ได้สำหรับสัตว์เผือกในธรรมชาติที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันเองของสัตว์ที่มียีนด้อย สิ่งเหล่านี้เป็นการคัดเลือกเผ่าพันธุ์ของสัตว์เองเพื่อการอยู่รอดของพวกมัน เพราะการเป็นสัตว์เผือกถือว่าเป็นปมด้อยที่ไม่ควรเหลือเอาไว้หากจะรักษาเผ่าพันธุ์ไว้นานๆในความเป็นอยู่สัตว์เผือกนั้นย่อมลำบากกว่าสัตว์ที่มีสภาพปกติอยู่แล้ว เพราะความผิดแปลกที่ติดตัวมันมาย่อมจะสร้างปัญหาให้กับตัวมันและเกือบทั้ง หมดของสัตว์เผือกที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมักจะตายลง เพราะไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมของสัตว์ที่เป็นปกติ
สีขนทีเคยซ่อนพรางไปกับสภาพแวดล้อมในสัตว์บางประเภท  หากเปลี่ยนเป็นสีขาวเด่นชัด มันย่อมเป็นเป้าที่มองเห็นได้ชัดเจน สำหรับสัตว์ที่เป็นเหยื่อของสัตว์อื่นมันย่อมจะถูกล่าได้ง่ายกว่าเดิม เพราะการซ่อนพรางสีขาวเอาไว้คงเป็นเรื่องยากมาก
แม้ว่าในธรรมชาติจะมีสัตว์บางอย่างที่มีสีขาวไม่ว่าจะเป็นนกกระยาง หมีขั้วโลก หรือแมลงมากมาย แต่นั่นก็เป็นการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสีขาวมาเนิ่นนานแล้ว ไม่เหมือนกับสัตว์เผือกที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด
การขยายพันธุ์สัตว์นั้นจำเป็นต้องผสมเอาไว้มาก ๆเพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อในอนาคตจะได้ไม่เกิดปัญหาจากการผสมกันเองในหมู่เครือญาติ (inbreed) ซึ่งจะทำให้สัตว์อ่อนแอมากยิ่งขึ้น
Xanthochroism เป็นการผิดปกติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันอันเนื่องมาจากการเพิ่ม รงควัตถุ zooxanthin ทำให้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เรียกสัตว์ที่เผือกเหลืองนี้ว่า Lutino ซึ่งก็คล้ายกับสัตว์ที่ผิดปกติแบบเผือก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนล้วนมีจำนวนน้อยและหาได้ยาก จึงไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นสัตว์เหล่านี้กันมากนัก
.
ที่มา  ubonzoo.com

ปลาหมึกจอมหลอกลวง

July 11th, 2012

Mimic octopus ปลาหมึกมิมมิค เป็นสายพันธุ์ปลาหมึกที่มีความสามารถในการลอกเลียน รูปแบบของสัตว์อื่น เพื่อหลอกลวง เหล่านักล่าที่จะเข้ามาทำร้ายพวกมัน
ลักษณะทั่วไป
ปลาหมึกมิมมิคสามารถเจริญเติบโตจนมีความยาวได้ถึง 60 เซ็นติเมตร โดยทั่วไปพวกมันมีสีน้ำตาล แถบขาว แต่พวกมันสามารถเปลี่ยนสีร่างกายได้
ถิ่นอาศัย
พวกมันมีถิ่นที่อยู่อาศัยในเขตร้อน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเอเซีย พวกมันพึ่งถูกค้นพบอย่างเป็นทางการ เมื่อไม่นานมานี้เอง ในช่วงปี 1998 ในอ่าวสุลาเวสี
พฤติกรรม
นักวิจัยพบว่าพวกมันมีพฤติกรรมร่างกาย การเคลื่อนไหวแปลก เลียนแบบสัตว์สายพันธุ์อื่นๆกว่า 15 สายพันธุ์
ปลาหมึกมิมมิค เลียนแบบเป็น งูทะเล ปลาสิงโต ปลาลิ้นหมา ปลาดาว ปูยักษ์ หอย ปลากระเบน แมงกะพรุน ดอกไม้ทะเล กุ้งแมนทิส  พวกมันเลียนแบบสัตว์ต่างๆ โดยการควบคุมการร่างกาย ทั้งเก็บหนวด กางหนวด เปลี่ยนสี ให้เหมือนสัตว์อื่นที่มีพิษ หรือสัตว์นักล่า หรือทำตัวให้กลมกลืนกับพื้นทะเลเช่นแกล้งเป็นหิน  ทำให้ปลาหมึกมิมมิค เป็น หมึกชนิดแรกที่มีรูปแบบการป้องกันตัว โดยการเลียนแบบสัตว์อื่น
.
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ จาก  wowboom.blogspot.com , kidzcoolzone.com
เรียบเรียงโดย แอดมิน (คนเดินดิน)