มหัศจรรย์ความงามจากธรรมชาติ

July 11th, 2012

Tsingy de Bemaraha National Park
อุทยานแห่งชาติ ทีซิงกิ เดอ เบมาราฮา ประเทศมาดาร์กัสการ์
ทีซิงกี Tsingy เป็นพื้นที่สงวนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของประเทศดามากัสการ์ และถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อของพื้นที่มรดกโลกโดย UNESCO World Heritage Site ในปี 1990
ลักษณะ เป็นภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นหุบเหวหินปูนที่เกิดขึ้นในเขตแม่น้ำ มาแนมโบโล Manambolo river และมีภูเขาแทรกอยู่ทรงกลาง ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่หลากหลาย
รูปร่างของหินในเขต ทีซิงกิ เดอ เบมาราฮา มีรูปทรงยอดแหลมคม มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ทีซิงกิ Tsingy
ทีซิงกี Tsingy เป็นป่าหินปูนที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็น เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่ถูกรบกวนน้อย และในพื้นที่ยังประกอบไปด้วยทะเลสาบ ป่าโกงกาง หนองบึง เลยเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ไปแล้วคือตัว lemurs และนกป่าบางชนิด
.
ที่มา นามแฝง jayaus บน Pantip
ภาพจาก National Geography
Admin : Popiiyozee เรียบเรียง

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก

July 11th, 2012

ในวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีนั้น เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งเป็นวันที่เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสภาพแวดล้อมของเราที่ย่ำแย่ลงทุกวัน สังเกตได้จากปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งหิมะขั้วโลกเหนือละลาย น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรืออากาศร้อนขึ้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนมาจากการมนุษย์ที่เป็นคนทำลายธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆ นั่นเอง ทำให้หน่วยงานของโลกจัดตั้งวันสิ่งแวดล้อมโลกขึ้น
สำหรับจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day นั้นจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่ว โลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ที่มีรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยเรียกการประชุมนี้ว่า “การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์” หรือ “UN Conference on the Human Environment” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้น ไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก
ซึ่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี และเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลจึงได้กำหนดวิธีการไว้ดังนี้
-  สร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและให้การศึกษากับประชาชนและนักศึกษาทั่วไป
-  ให้การสนับสนุนทางวิชาการและเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
-  เสริมสร้างให้สถาบันและคนในสถาบันตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้น ยังมีข้อตกลงจากการประชุมให้มาดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ซึ่งประเทศไทยก็ได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 และได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็น 3 หน่วยงาน คือ
1.กรมควบคุมมลพิษ
2 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
3.สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
และในส่วนของสถาบันการศึกษาก็ได้มีการจัดสอนหลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสื่อมวลชนก็ได้ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวในปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งวันสิ่งแวดล้อมโลกในแต่ละปีก็จะมีหัวข้อที่ต่างกันออกไป  ซึ่งในปี พ.ศ. 2555  หัวข้อคือ “คุณคือพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Economy: Does it include you?)”
โลกร้อน เกิดภัยพิบัติมากมาย ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะร่วมช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมกันแบบจริง ๆ จัง ๆ เพื่อเก็บมันเอาไว้ให้ลูกหลานของเราได้เห็น
.
ที่มา kapook.com

หอยมือเสือ

July 2nd, 2012

หอยมือเสือ (Giant Clam) …..เป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกมอลลัสกา (Phylum Mollusca) โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหอยสองฝา (Bivalves หรือ Pelecypods) มีฝาเปลือก 2 ชิ้นประกบติดกันทางด้านล่าง ขอบด้านบนหยักเป็นคลื่น บนเปลือกเป็นแนวสันยาวโค้งจากฐานมาถึงขอบเปลือกข้างละประมาณ 4–5 แนว มีเกล็ดเปลือกเป็นแผ่นบางๆ ระบายเป็นชั้นๆ ขนานกันในแนวขวางโดยรอบเปลือกด้านนอก ดูไปแล้วคล้ายๆกับริ้วระบายบนกระโปรงของนักเต้นระบำละตินที่ดูแล้วสวยงามยิ่งนัก
ฝาทั้งสองด้านของหอยมือเสือ ยึดติดกันด้วยเอ็น ฝาด้านบนจะเปิดออกเพื่อรับแสงและจะแผ่ส่วนเนื้อเยื่อที่เรียกว่าแมนเทิล (Mantle) ที่มีสีสันสวยงามออกมา ลวดลายบนแมนเทิลของหอยแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน แมนเทิลนี้เป็นจุดที่ไวต่อแสง แมนเทิลจะหดเข้าไปในตัวหอยเมื่อมีแสงหรือวัตถุอื่นๆ ผ่านเข้าไปใกล้ๆ และจะคลี่บานออกมาใหม่ได้อีกในทันทีที่ต้องการ
ตรงรอยต่อด้านล่างของฝาหอย ส่วนที่เปลือกประกบกันอยู่เป็นบานพับเปลือก ต่อจากบานพับเปลือกออกมาจะมีส่วนที่ลักษณะเป็นช่องสำหรับให้เส้นใยเนื้อ เยื่อที่เรียกว่า บิสซัส (Byssus) ทำหน้าที่เชื่อมยึดตัวหอยให้เกาะติดกับหินหรือวัสดุใต้น้ำ ซึ่งโดยปกติหอยมือเสือชนิดนี้ จะเชื่อมตัวติดอยู่กับวัสดุใต้น้ำ และจะสามารถสร้างเส้นใยยึดเกาะนี้ได้ใหม่หากถูกตัดขาดออก หรือถูกย้าย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการเชื่อมติดต่างกัน แล้วแต่อายุและขนาดของหอย ลักษณะของ Byssus คล้ายรากของต้นไม้ ซึ่งหากถูกดึงฉีกขาด จะทำให้หอยได้รับความกระทบกระเทือนบอบช้ำ และอาจตายได้ ฝรั่งจึงเรียกวิธีการนำไปหอยไปปล่อยว่า “การปลูกหอยมือเสือ” (Giant Clam Seeding or Plantation)
หอยมือเสือมีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับสาหร่าย ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae) เช่นเดียวกับปะการัง กล่าวคือ สาหร่ายจำนวนมากอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อแมนเทิล จะอาศัยของเสีย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนเตรท ฟอสเฟต และธาตุอาหารอื่นๆจากหอย มาใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร ส่วนหอยก็จะได้รับสารอาหารคืนจากที่สาหร่ายผลิตได้จากการสังเคราะห์แสง เช่น ก๊าซออกซิเจน และสารอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล นอกเหนือไปจากการกินอาหารโดยการกรองเอาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ลอยอยู่ในมวลน้ำ การที่ส่วนของแมนเทิลของหอยมีสีต่างๆกัน เช่น ม่วง น้ำตาล น้ำเงิน หรือเขียวนั้น ไม่ใช่สีของสาหร่ายโดยตรง แต่เป็นผลลัพธ์ประกอบกันจากเม็ดสีในเนื้อเยื่อของหอยและรงควัตถุที่อยู่ในสาหร่าย
หอยมือเสือทุกตัวจะเป็นกระเทย คือมีสองเพศในตัวเดียว โดยช่วงแรกยังไม่สามารถระบุเพศได้ จนอายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป จะเป็นเพศผู้ มีการสร้างน้ำเชื้อ และเมื่ออายุประมาณ 4 ปีครึ่ง จะเปลี่ยนเป็นเพศเมีย เริ่มสร้างไข่เพื่อสืบพันธุ์ ในเขตร้อนหอยสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งปี ขณะที่ในเขตอบอุ่นหอยจะสืบพันธุ์เฉพาะช่วงฤดูร้อนเท่านั้น
นอกจากนี้….หอยมือเสือเป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นบัญชีว่าเป็นสัตว์ที่อยู่ใน สภาวะใกล้สูญพันธุ์หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Endangered species) ถือเป็นสัตว์คุ้มครองตามอนุสัญญา CITES ซึ่งมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกนับร้อยประเทศเป็นสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงเป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า…หอยมือเสือเป็นสัตว์คุ้มครอง ซึ่งหากจะมีการนำมาใช้ประโยชน์ได้ก็เฉพาะที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง ซึ่งในบางประเทศมีการเพาะเลี้ยงและใช้ประโยชน์แล้ว
.
เครดิต**เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหอยที่ใหญ่ที่สุดในโลก…หอยมือเสือ” โดย แน่งน้อย ยศสุนทร

หมามุ้ย

July 2nd, 2012

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna  pruriens (L.) DC.
ชื่อวงศ์  FABACEAE
ชื่ออื่นๆ ในภาษาถิ่น กลออื้อแซ โพล่ยู มะเหยือง และหมาเหยือง
ลักษณะทั่วไป
หมามุ้ย หรือ หมามุ่ย  เป็นไม้ล้มลุกจำพวกต้นเป็นเถาเลื้อยขนาดใหญ่ พบขึ้นตามป่าทั่วไป
ใบ มีรูปร่างคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ปนขนมเปียกปูน โคนใบอาจมีทั้งมน กลม หรือหน้าตัดก็ได้  ตัวใบบางและมีขนทั้งสองด้าน
ดอก ออกตามซอกใบเป็นช่อยาวห้อยลง มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกเป็นรูปดอกถั่วสีม่วงเข้ม ดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ
ผล เป็น ฝักโค้งไปมา  1  ฝัก  มี  4-7  เมล็ด  ฝักจะมีขนอ่อนคลุม ซึ่งหลุดร่วงง่ายเป็นพิษ ถูกตัวหรือผิวหนังจะทำให้เกิดอาการคันรุนแรง  เนื่องจากขนมี mucunain enzyme สามารถย่อยโปรตีนได้ serotonin และมีสารคล้าย histamine  การเกิดพิษจากขนเมื่อถูกสัมผัส จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด
การรักษา รีบกำจัดขนพิษออกจากบริเวณที่สัมผัส โดยใช้เทียนไขลนไฟให้อ่อนตัวหรือข้าวเหนียวคลึงจนเนื้อข้าวเหนียวกลืนกัน แล้วนำมาคลึงบริเวณที่สัมผัสขนหลายๆ ครั้งจนหมด  หากยังมีอาการแดงร้อนหรือคันอยู่ให้ทาคาลาไมน์โลชั่น หรือครีมสเตียรอยด์ พร้อมกับรับประทานยาแก้แพ้
อย่างไรก็ตาม หากเป็นคนพื้นบ้านที่เป็นแพทย์แผนไทย หรือเป็นชาวเขาเผ่าอีก้อ จะไม่กลัวต้น “หมามุ่ย” เนื่องจากต้น “หมามุ่ย” มีสรรพคุณเป็นยาดี ใช้รักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น ใบ ตำคั้นเอาน้ำทา หรือใช้กากพอกรักษาแผลที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกดีมาก เป็นต้น  ซึ่งวิธีเก็บผล คนพื้นบ้านใช้ไฟเผา พอขนจากผลไหม้สามารถเก็บไปใช้ประโยชน์ได้
สารสกัด ทั้งต้น มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ช่วยให้ผู้ที่มีตัวอสุจิน้อยมีโอกาสมีลูกได้มากขึ้น น้ำต้มทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการอักเสบของต่อมลูกหมากในคนได้ สาร L-DOPA ที่พบในรากและเมล็ด ใช้ในการรักษาโรค พาร์กินสัน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง เอนไซม์ PHENOL OXI DASE ที่พบในต้น “หมามุ่ย” สามารถนำไปใช้เตรียมอนุพันธ์ของสาร PHENO-LIC STEROID ได้
ตำรายาพื้นบ้านในปัจจุบันระบุว่า เมล็ด ของ “หมามุ่ย” นำไปคั่วพอสุกรับประทาน 2-3 เมล็ด ก่อนเข้านอนทุกวัน จะเป็นยาช่วยให้มีพลังทางเพศได้ ส่วนจะดีตามสรรพคุณที่กล่าวอ้างหรือไม่ ต้องทดลองดู
.
ที่มา  เว็บวิกิพีเดียดอทคอม, นสพ.ไทยรัฐ รูป Kik Wanakorn

สะพานโตได้

July 2nd, 2012

กลางป่าดงดิบในประเทศอินเดีย มีสะพานไม้ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนสะพานใดในโลก เนื่องจากสะพานเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ พวกมันเป็นสะพานไม้ที่ไม่มีแม้ตะปูซักดอก หรือ แม้แต่เชือกแม้แต่เส้นเดียวที่ใช้ผูกโยงรัด
ท่ามกลางป่าฝนของเมือง Cherrapunji  รัฐเมฆาลัย ( Meghalaya ) ประเทศอินเดีย มีสะพานไม้ที่เกิดจากเถาและรากของต้นไม้ที่พันเกียวกันยืนออกไปในแนวราบ พาดผ่านลำน้ำ จนกลายเป็นสะพาน
ป่าใน Cherrapunji นี้ถือว่าเป็นดินแดนที่ ฝนตกชุกที่สุดในโลก เป็นอันดับที่สอง ถึงจะมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 15 เมตร/ปี ภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ถ้าเป็นสะพานไม้แปรรูปที่มนุษย์สร้างขึ้นคงผุ พังอย่างรวดเร็ว แต่ เนื่องจากสะพานธรรมชาติเหล่านี้ต้นไม้นั้นยังมีชีวิตยิ่งเวลาผ่านไปนานวัน เข้าต้นไม้ก็ยิ่งโต รากก็ยิ่งใหญ่ สะพานก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น
สะพานไม้เหล่านี้บางแห่งมีความยาวกว่า 30 เมตร(100 ฟุต) แต่แข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของคน 50 คน ได้อย่างสบาย
สะพานเหล่านี้เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านพื้นเมือง ที่จะใช้ซุงยาวพาดผ่านลำน้ำเพื่อใช้เป็นไกค์ให้เถาและรากของต้นยาง ( Ficus elastica ) งอกยื่นพาดผ่านลำน้ำไปในทางตามที่ต้องการ
การสร้างสะพานลักษณะนี้ต้องใช้เวลา 10-15 ปี กว่าจะสำเร็จเป็นสะพานที่ใช้สัญจรได้
.
ขอบคุณข้อมูล และ รูปภาพ จาก wowboom.blogspot.com, dailymail.co.uk,
เรียบเรียงโดย คนเดินดิน

ลิงแมนดริล ลิงมีหางใหญ่ที่สุดในโลก (Mandrill)

July 2nd, 2012

ลิงแมนดริล ถือว่าเป็นลิงมีหางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และพวกมันยังเป็นลิงที่มีสิสันจัดจ้านที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในโลก
ลิงแมนดริล  (Mandrill) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mandrillus sphinx จัดอยู่ในกลุ่มลิงโลกเก่า (Old World mankey) พวกมันถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับลิงบาบูน (Baboon)
ลิงแมนดริล พบได้ที่ ทางใต้ของแคเมอรูน กาบอง กีนี และ คองโก โดยอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อน และป่าซาวันนา โดยอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ลิงแมนดริล กินอาหารได้เกือบทุกอย่าง แต่อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้และแมลง โดยมีช่วงเจริญพันธุ์อยู่ในเดือน มิถุนายน-ตุลาคม
เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย โดยเฉลี่ยเพศผู้มีน้ำหนัก 25-35 กิโลกรัม แต่ก็มีเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติอาจจะหนักได้ถึง 50 กิโกกรัม ส่วนเพศมีมีน้ำหนักเฉลี่ย 11-14 กิโลกรัม  ทั้งเพศผู้ และเพศมีจะมีต่อมที่หน้าอกเพื่อใช้ในการสื่อสารกันผ่านกลิ่น
สิ่งที่ทำให้พวกมันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ก็คือ สีสัน โดยพวกมันจะมีขนบนลำตัวสีเขียวมะกอก มีขนแผงคอคล้ายสิงโตสีเหลือง บริเวณใบหน้าไม่มีขนโดยมีผิวที่สันจมูกจะเป็นสีแดงสดด้านข้างมีครีบสีฟ้า มีเคราสีเหลือง โดยรอบก้นและอวัยวะเพศจะมีขนสีหลากหลาย ทั้งสีแดง สีฟ้า สีเหลือง สีม่วง
เวลาถูกคุกคาม หรือต้องการแสดงอำนาจพวกมันจะแยกเขี้ยว เผยให้เห็นเขี้ยวยาว 4.5 เซนติเมตร อย่างน่าเกรงขาม
.
ที่มา wowboom.blogspot.com

มอสส์ และเฟิร์น ต่างกันอย่างไร

July 2nd, 2012

หน้าฝนอย่างนี้ ป่าจะเขียวชุ่มชื่นและเขียวชอุ่มไปด้วยสีเขียวของมอสส์และเฟิร์นที่ขึ้นปกคลุมต้นไม้โขดหินบริเวณที่ชุ่มชื้นดูคล้ายๆ กับว่ามีใครเอาพรมหรือกำมะหยี่ไปห่อหุ้มไว้ กลายเป็นสังคมพืชขนาดเล็กที่อยู่ตามพื้นที่ชุ่มชื้นสูง เช่น โขดหินริมลำธาร บนเปลือกไม้หรือเติบโตคลุมผิวดินเป็นผืนใหญ่
ทั้งมอสส์และเฟิร์นต่างก็เป็นพืชที่อยู่เคียงคู่โลกมา 400 ล้านกว่าปี ตั้งแต่ ยุคดีโวเนียน (The devonian period) ซึ่งอยู่ในมหายุคพาลีโอโซอิก (The Palaeozoic Eras) โดยในยุคนั้นพืชทั้งสองต่างก็เป็นพืชที่ครอบครองโลก ก่อนที่พืชบกจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาจากน้ำแล้วครอบครองโลกในยุคต่อๆ มา แต่ไม่ว่ามอสส์และเฟิร์นจะผ่านร้อนผ่านหนาวมากี่ล้านปีก็ตาม พวกมันก็ยังคงรูปร่างและรูปทรงเดิมๆ ไว้ไม่แปรเปลี่ยน ดูคล้ายกับฟอสซิลที่มีชีวิต
มอสส์ และเฟิร์น ต่างกันอย่างไร
มอสส์
มอสส์ (Moss) ถือ เป็นพืชกลุ่มแรกๆ ของโลกที่พัฒนาจากน้ำขึ้นสู่บก มีคลอโรฟิลด์สีเขียวไว้สังเคราะห์แสงสร้างอาหารจึงสามารถอยู่ได้โดยลำพัง แต่ด้วยโครงสร้างของมันยังไม่จัดว่าเป็นพืชชั้นสูง เพราะว่ามอสส์ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง อีกทั้งยังปราศจากดอกจึงต้องแพร่พันธุ์ด้วยสปอร์ โดยอาศัยลม น้ำ หรือแมลงพาไป โดยมอสส์จะขึ้นเรียงแน่นติดกัน ดูคล้ายๆ กับพรมที่ปกคลุมต้นไม้ หรือโขดหินเอาไว้
“หญ้ามอสส์” (mosses) มีอยู่ทั่วไปในป่าดิบชื้น ทั้งในระดับต่ำและระดับสูง จะเห็นว่าพืชประเภทนี้ปกคลุมราก ลำต้น กิ่ง และใบของต้นไม้ หรือ ตามก้อนหินอยู่ทั่วๆ ไป จัดเป็นพืชอาศัย (epiphytic plants) ที่อาศัยพำนักอยู่ตามราก ลำต้น กิ่งและใบของต้นไม้ด้วยการใช้รากเกาะยึดอยู่ตามผิวของส่วนนั้นๆ โดยที่ไม่ได้ส่งรากเบียดแทงทะลุเข้าไปแย่งอาหาร ดังเช่น กาฝาก พืชที่เกาะขึ้นอยู่ตามก้อนหินและผิวหินทั่วๆ ไปในป่านั้นก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
เฟิร์น
เฟิร์น (Fern) เป็นพืชไม้มีดอก เมื่อยังเล็กอยู่ใบเฟิร์นจะงอ เมื่อโตขึ้นใบจึงคลายตัวออก ใบแต่ละใบจะประกอบด้วยใบย่อยเล็กๆ ซึ่งใต้ใบจะมีกลุ่มอับสปอร์ ภายในอับสปอร์จะมีสปอร์มากมาย สปอร์เหล่านี้มีลักษณะเป็นผงเล็กๆ ซึ่งสามารถจะเจริญขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ปกติ เฟิร์นชอบขึ้นในที่ร่มและชุ่มชื่น แต่ถือว่าเป็นพืชที่มีวิวัฒนาการสูงกว่ามอสส์ แม้ว่ายังต้องสืบพันธุ์ด้วยสปอร์อยู่ แต่มันก็มีรากเป็นของมันเองแต่ว่าไม่มีรากแก้ว นอกจากนี้เฟิร์นยังมีลำต้นที่มีท่อลำเลียงภายใน เฟิร์นบางชนิดมีเนื้อไม้เป็นลำต้นขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีแผ่นใบแบนสีเขียวแผ่กว้าง สามารถปรับตัวขยายถิ่นอาศัยออกไปไกลแหล่งที่มีความชุ่มชื้น กลายเป็นเฟิร์นน้ำ เฟิร์นดิน เฟิร์นบนเพิงผา และเฟิร์นอิงอาศัยตามต้นไม้สูงๆ
ส่วนที่โดดเด่นถือเป็นดังเอกลักษณ์ของเฟิร์นก็คือ ใบ ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใบไม้ทั่วไป คือ ใต้ท้องใบของเฟิร์นจะมีกลุ่มอับสปอร์เรียงรายอยู่มากมาย และอับสปอร์ก็จะสร้างสปอร์อีกทีหนึ่งเพื่อใช้ในการแพร่พันธุ์ ส่วนใบที่เจริญเต็มที่มักจะพบจุดหรือขีดสีน้ำตาลเกิดทางด้านล่างของแผ่นใบ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นรูปกลม รูปรี หรือเป็นขีดหนา บางสั้นหรือยาว ถ้าใช้แว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากขึ้น ก็จะเห็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นว่า
จุด หรือขีดเหล่านี้คือ กลุ่มของอับสปอร์ อับสปอร์มีรูปร่างคล้ายกำปั้นของคน ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นก้านติดอยู่บนแผ่นใบและส่วนที่พองออกเป็นกระเปาะ ภายในกระเปาะเป็นที่เกิดของเซลล์พิเศษที่ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เซลล์พิเศษนี้เรียกว่า สปอร์ สปอร์มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาล ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงส่องดู จึงจะเห็นว่ามีรูปร่างเป็นอย่างไร
เมื่ออับสปอร์แตก สปอร์จะปลิวตามลมไปตกตามที่ต่างๆ เช่น ในน้ำบนดิน บนก้อนหิน หรือบนเปลือกไม้ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สปอร์จะงอกเป็นแผ่นบางๆ สีเขียวคล้ายรูปหัวใจหรือมีลักษณะเป็นเส้น เป็นโครงสร้างของเฟิร์นที่จะมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างไข่และสเปิร์ม เมื่อเกิดการผสมของไข่และสเปิร์มจะมีการเจริญเปลี่ยนแปลงตามลำดับจนเป็นต้น เฟิร์นที่สร้างใบอ่อน และใบที่เจริญเต็มที่ในที่สุด
เฟิร์นเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตช้า จึงมีความต้องการสารอาหารในปริมาณต่ำ ทำให้เฟิร์นสามารถเจริญได้บนดินเลว บนหิน ตามร่องหินหรือเป็นพืชอิงอาศัยบนไม้พุ่มหรือไม้ต้น เฟิร์นที่เป็นพืชอิงอาศัยหลายชนิดสามารถเจริญบนหิน หรือตามร่องหินได้ด้วย และยังมีเฟิร์นเลื้อยที่เริ่มต้นการเจริญจากพื้นดิน และใช้ลำต้นหรือใบเลื้อยพันไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น เฟิร์นบางชนิดจัดเป็นเฟิร์นน้ำ มีทั้งพวกที่ลอยน้ำ จมอยู่ใต้น้ำ หรือมีทั้งส่วนที่อยู่ใต้น้ำและอยู่เหนือน้ำ บางชนิดเจริญได้เฉพาะในน้ำจืด บางชนิดเจริญได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย
ในสภาพธรรมชาติ เฟิร์นจะขึ้นอยู่รวมกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น มอสส์ ลิเวอร์เวิร์ต ไลเคน พืชกลุ่มใกล้เคียงกับเฟิร์น เช่น สามร้อยยอด ช้องนางคลี่ ตีนตุ๊กแก หญ้าถอดปล้อง และไม้ดอก เช่น กล้วยไม้ ว่านไก่แดง นมตำเรีย เฟิร์นบางชนิดจะอยู่ร่วมกับมดแบบที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฟิร์นจะมีลำต้นเป็นโพรงให้มดอาศัย และมดจะกินอับสปอร์ของเฟิร์นเป็นอาหาร
นอกจากนี้มดจะสะสมอาหารภายในโพรงของลำต้น ซึ่งเฟิร์นสามารถใช้เป็นสารอาหารได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเฟิร์นที่ชอบอยู่ร่วมกับมด เช่น ตานมังกร เฟิร์นชายผ้าสีดาเขากวาง มีใบประกบต้นเรียงซ้อนกัน และมีช่องว่างระหว่างใบเป็นที่อยู่อาศัยของมด และยังมีเฟิร์นชนิดอื่นๆ อีกที่ชอบอยู่ร่วมกับมด เช่น ผักปีกไก่ ขาไก่ ลิ้นกุรัม สะโมง เป็นต้น
และเนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นจึงมีเฟิร์นขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า 400 ชนิด ซึ่งก็สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งตามพื้นดิน โขดหิน ต้นไม้ ภูเขาสูง หรือแม้แต่ตามแม่น้ำลำธาร ทั้งนี้ทั้งมอสส์และเฟิร์นต่างถือเป็นเสน่ห์ที่สร้างสีสันให้กับป่าหน้าฝน ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกอมอสส์และเฟิร์นก็ได้กลายเป็นเครื่องอุ้มน้ำชั้นยอดให้แก่ป่า และเหมาะสำหรับเมล็ดพันธุ์ไม้ได้ฝากชีวิตเพื่อเป็นที่เติบโตขึ้นในระยะแรกเริ่ม
.
ที่มา วิชาการดอทคอม

พืชชนิดใหม่ของโลกได้รับพระราชทานชื่อ 3 ชนิด

June 25th, 2012

ภูมิพลินทร์

นครินทรา
ชมพูสิริน
ไม้ดอกไม้ประดับที่เห็นกันอยู่ในท้องตลาดจำนวนไม่น้อยได้รับการพัฒนามาจากพรรณไม้ในวงศ์เทียน (Balsaminaceae) และวงศ์ชาฤาษี (Gesneriaceae) เป็นหลัก เช่น แอฟริกันไวโอเล็ต โคมญี่ปุ่นและอิมเพชั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจและศึกษาเพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นไม้ประดับเชิงการค้า ดังนั้น นักวิชาการสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร จึงได้ทำงานวิจัยเรื่อง การศึกษาพรรณไม้วงศ์เทียนและวงศ์ชาฤาษีขึ้นมา โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการถึง 5 ปีเต็ม จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกที่อยู่ในวงศ์ของ 2 พรรณไม้นี้ รวมกว่า 50 ชนิด นับเป็นการค้นพบพืชชนิดใหม่จำนวนมากที่สุดของโลก ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจึงพิจารณาให้ผลงานดังกล่าวได้รับ รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นขั้นพื้นฐาน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยนำไปต่อยอดด้านต่าง ๆ ต่อไป
ดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องการศึกษาพรรณไม้วงศ์เทียนและวงศ์ชาฤาษี กล่าวว่า พรรณไม้ใน 2 วงศ์นี้ มีอยู่ตามธรรมชาติของประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาหินปูน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีใครได้ศึกษาอย่างจริงจัง ประกอบกับข้อมูลอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์พืช กรมวิชาการเกษตรที่มีอยู่นั้นเป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาเป็นระยะเวลานานและมีตัวอย่างไม่มากนัก จึงไม่ครอบคลุมความหลากหลายชนิดของพืช 2 วงศ์นี้ที่มีอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น คณะวิจัยจึงได้ตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลพื้นฐานของพรรณไม้ 2 วงศ์ที่อยู่ในประเทศไทยว่ามีจำนวนเท่าไร สามารถจำแนกได้กี่ชนิด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องอย่างไร และเก็บตัวอย่างพืชสำหรับใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงไว้ในพิพิธภัณฑ์พืชต่อไป
จากการสำรวจและเก็บตัวอย่างพืชเป็นเวลา 5 ปี ผลปรากฏว่าในประเทศไทยมีพืช 2 วงศ์นี้รวมถึง 198 ชนิด แบ่งเป็นพืชในวงศ์เทียน 60 ชนิด และวงศ์ชาฤาษี 138 ชนิด จากนั้นได้นำตัวอย่างมาตรวจสอบข้อมูลทางอนุกรมวิธานและเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์พืชของไทย ตลอดจนมีการนำตัวอย่างไปประเทศอังกฤษเพื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างพืช 2 วงศ์นี้จากทั่วโลก ผลสรุปว่าในจำนวน 198 ชนิดที่พบนี้ เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 52 ชนิด เนื่องจากไม่เคยมีใครค้นพบและตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์มาก่อน นับว่าเป็นการค้นพบพืชชนิดใหม่ที่มีจำนวนมากที่สุดของโลกทั้งนี้ คณะวิจัยได้ขอพระบรมราชานุญาตใช้ชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดใหม่วงศ์ชาฤาษีจำนวน 2 ชนิด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trisepalum bhumibolianus ซึ่งมีพระบรมราชานุญาต พร้อมโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสามัญว่า “ภูมิพลินทร์” และ Trisepalum sangwaniae พระ ราชทานชื่อสามัญว่า “นครินทรา” นอกจากนี้ ยังได้ขอพระราชานุญาตใช้ชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดใหม่วงศ์เทียน 1 ชนิด เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า I. sirindhorniae และได้พระราชทานชื่อทั่วไปว่า “ชมพูสิริน”
ขณะนี้ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในเอกสารทางวิชาการ เพื่อให้นานาชาติได้รับทราบถึงข้อมูลที่ประเทศไทยค้นพบ พร้อมกันนี้ได้จัดเก็บตัวอย่างพืชที่ค้นพบใหม่ไว้ในพิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพ เพื่อให้นักอนุกรมวิธานพืชทั่วโลกได้ใช้ในการอ้างอิงต่อไป ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติของคณะวิจัย กรมวิชาการเกษตร และประเทศไทย
.
ที่มา นสพ.เดลินิวส์

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์วันนี้ ขอโอกาสธรรมชาติฟื้นฟู ขอหยุดเขื่อนและถนน

June 25th, 2012
หลังจากเป็นอุทยานแห่งชาติมานานกว่า 24 ปี ในวันนี้ผืนป่าแม่วงก์ ที่ผ่านการดูแลโดยเงินงบประมาณของรัฐใน 2 ทศวรรษรวมกันกว่า 200 ล้านบาท และการทุ่มเทชีวิตและสรรพกำลังของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหลายรุ่น ตั้งแต่ยังอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จนกระทั่งมาเป็นกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กำลังถูกกระแสกดดันจากรัฐและกลุ่มคนบางกลุ่มอีกครั้ง เพื่อเสนอก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และถนนคลองลาน–อุ้มผาง บทความนี้ จึงขอชี้แจงให้สังคมได้รับรู้ว่า อุทยานแห่งชาติแม่วงก์วันนี้ สถานภาพป่าไม้ โดยเฉพาะป่าสักธรรมชาติ และสถานภาพสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น เสือโคร่ง กวางป่า และนกยูง กำลังฟื้นฟูอย่างน่าประทับใจ จนกระทั่งเป็นความหวังของคนนครสวรรค์ กำแพงเพชร และคนไทยทั้งประเทศ ที่เข้าใจคุณค่าของการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า และกลายเป็นความหวังของนักอนุรักษ์ทั่วโลก ที่อยากเห็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นอุทยานแห่งชาติตัวอย่างของประเทศไทย ที่แสดงถึงความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สัตว์ป่า ระบบนิเวศ และ ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่นและประเทศโดยรวม
ป่าแม่วงก์ ผืนป่าสำคัญของป่าใหญ่ผืนสุดท้าย
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ ประมาณ 558,000 ไร่ หรือ 890 ตารางกิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าที่ดีที่สุดที่เหลืออยู่ในประเทศไทย คือผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่รวมกันถึง 11.7 ล้านไร่ หรือ 18,000 ตารางกิโลเมตร และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ยังเป็นเสมือนเกราะป้องกันผืนป่ามรดกโลก คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพราะมีพื้นที่ต่อเนื่องกับป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งปัจจุบัน เป็นความหวังในระดับนานาชาติ ในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ตลอดจนถึงสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะถูกมนุษย์คุกคามอื่นๆ เช่น ช้างป่า วัวแดง กระทิง กวางป่า นกเงือกคอแดง สมเสร็จ และอีกมากมายหลายชนิด
เมื่อมองย้อนหลังไปประมาณ 30 ปี ก่อนที่ทางราชการจะประกาศพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติ และอพยพชุมชนชาวเขาหลายชุมชนออกจากป่าแม่วงก์ โดยจัดสรรที่ทำกินให้นอกเขตอุทยานฯ ราษฎรที่อาศัยอยู่กลางป่าแม่วงก์ในยุคนั้น ทำไร่ ทั้งไร่ถาวร และเลื่อนลอย ล่าสัตว์ ตัดไม้ จนกระทั่งพื้นที่หลายส่วนของป่าแม่วงก์มีสภาพเสื่อมโทรม ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือร่องรอยการถูกใช้ประโยชน์อย่างหนักในอดีตที่พบเห็นได้ชัดเจน เช่น สภาพป่าไร่ร้างขนาดใหญ่บนเขาสูงรอยต่อกับป่าอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก สภาพตอไม้เก่าๆ โดยเฉพาะตอไม้สัก หลงเหลือกระจัดกระจายบริเวณป่าที่ราบริมลำน้ำแม่วงก์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ห้วยแม่เรวา และสภาพสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ถูกพรานล่าจนสูญพันธุ์หรือเกือบสูญพันธุ์ เช่น ช้างป่า วัวแดง ที่แทบหมดสิ้นจากป่าแม่วงก์ ส่วนบริเวณแก่งหินริมลำห้วยแม่เรวา ที่มีชื่อว่า “ลานนกยูง” ไม่มีแม้แต่เงาหรือเสียงร้องของนกยูงเลย จนกระทั่งมีโครงการฟื้นฟูประชากรนกยูงเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สัตว์ป่า กำลังฟื้นชีวิตชีวา ให้กับป่าแม่วงก์
ป่าแม่วงก์วันนี้ สัตว์ป่าที่สำคัญหลายชนิดกำลังกลับฟื้นคืนมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ เป็นผลสำเร็จของการดูแลรักษาและการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า และที่สำคัญคือการพิทักษ์รักษาความต่อเนื่องของป่าแม่วงก์กับผืนป่าใหญ่ คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และผืนป่าตะวันตก ทำให้สัตว์ป่าเคลื่อนย้ายจากป่าสมบูรณ์ มาสู่บริเวณพื้นที่ฟื้นฟูของป่าแม่วงก์โดยธรรมชาติ ในวันนี้ เมื่อเดินตามเส้นทางเดินป่าตั้งแต่หน่วยพิทักษ์อุทยานแม่เรวา จากบริเวณช่องเขาที่อาจจะกลายเป็นสันเขื่อนแม่วงก์ เราจะพบนกยูงไทย ที่ทางกรมอุทยานฯ เพาะเลี้ยงและนำกลับคืนสู่ธรรมชาติ กำลังตั้งประชากรได้ และเริ่มกระจายพันธุ์ ส่งเสียงร้อง ฟื้นชีวิตให้กับ “ลานนกยูง” อีกครั้ง บริเวณเนินทรายกลางลำน้ำ หาดทราย และป่าริมลำน้ำ ก็สามารถพบรอยกวางป่าที่ออกมาเล็มหญ้าระบัดที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นริมน้ำได้ไม่ยากเลย ตลอดจนยังสามารถพบ ร่องรอยของนากใหญ่ หมูป่า และ เก้ง เกือบตลอดทาง ซึ่งบริเวณนี้ เมื่อ 20 ปีก่อน คณะสำรวจสัตว์ป่าจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ที่ได้รับมอบหมายให้สำรวจบริเวณที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ตามข้อเสนอสร้างเขื่อนแม่วงก์ของกรมชลประทานในขณะนั้น ระบุว่าน้ำจะท่วมพื้นที่ป่าประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร โดยในรายงานของคณะสำรวจสัตว์ป่า ไม่พบร่องรอยกวางป่าในพื้นที่ที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำเลย ส่วนร่องรอยสัตว์ป่าอื่นๆ ในอดีตก็พบน้อยมาก แต่ในวันนี้ สัตว์ป่าที่กำลังฟื้นฟูเพิ่มพูนประชากรอย่างเห็นได้ชัด กำลังทำให้ระบบนิเวศของป่าแม่วงก์ กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ สัตว์ป่าที่กำลังฟื้นฟูเหล่านี้ ก็ต้องสูญเสียแหล่งหญ้าและอาหารริมลำน้ำที่สำคัญ และถูกรบกวนนานัปการทั้งในระหว่างก่อสร้าง และภายหลังจากเขื่อนเสร็จแล้ว โดยที่เขื่อนจะนำไปสู่ปัญหาการล่าสัตว์ที่ควบคุมยาก เพราะเป็นการง่ายต่อพรานล่าสัตว์ที่จะใช้เรือ หรือแพ เข้าถึงพื้นที่ ได้อย่างสะดวก โดยสามารถเห็นตัวอย่างได้จากความเสื่อมโทรม และการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า ในบริเวณป่าที่มีอ่างเก็บน้ำเกิดขึ้นแทบทุกแห่งในประเทศไทย
ป่าสักธรรมชาติ กำลังฟื้นตัว
หลังจากเป็นอุทยานแห่งชาติมากว่า 2 ทศวรรษ ป่าแม่วงก์บริเวณริมห้วยแม่เรวา สภาพป่ากำลังฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ไม้ยืนต้นที่อยู่ในช่วงไม้หนุ่มขึ้นหนาแน่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเป็นไร่เก่า ที่น่าประทับใจคือป่าสักธรรมชาติบริเวณริมห้วยแม่เรวา ที่เคยถูกตัดฟันอย่างหนักในอดีต ปัจจุบันต้นสักหลายต้นมีขนาดใหญ่โตจนบางต้นขึ้นคลุมตอไม้สักเดิม มองแล้วทำให้เห็นถึงวัฏจักรของการฟื้นฟูหลังการทำลาย หากให้โอกาสธรรมชาติ ส่วนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ดั้งเดิมที่รอดพ้นจากการถูกตัดฟันในอดีต ก็ยังคงเห็นได้ตลอดทาง เช่น กะบาก เสลา แดง มะเฟืองช้าง อ้อยช้าง ตามเนินเขา และสันเขา ริมลำน้ำแม่เรวา เป็นป่าเต็งรังที่ยังมีโครงสร้างป่าที่สวยงาม หาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบัน เวลาเดินผ่านไม้เต็ง หรือรัง ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตเกือบ 1 เมตร นับอายุคงเป็นร้อยปี และเห็นพื้นป่าปกคลุมไปด้วยกล้าไม้เต็ง รัง หนาแน่น ที่ขึ้นแซมหญ้าและต้นปรง มองแล้วรู้สึกสะท้อนถึงคุณค่าของป่าอนุรักษ์ที่ยังคงรักษาไม้ใหญ่มีค่า และป่างามเช่นนี้ ให้รอดพ้นจากพวกตัดไม้มาได้จนถึงทุกวันนี้ และคิดไปถึงว่าการรักษาป่ามิได้ล้มเหลวเสมอไป หากสามารถทำอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ภายใต้อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
หากพื้นที่ส่วนนี้กลายเป็นเขื่อนแม่วงก์ นอกจากป่าที่มีระดับต่ำกว่าระดับ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะถูกน้ำท่วมหมดแล้ว ป่าที่อยู่ข้างเคียงอ่างเก็บน้ำก็จะถูกลักลอบตัดฟัน อย่างยากที่จะควบคุม ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดเล็กและใหญ่เกือบทุกแห่งในประเทศ ไม้เต็ง รัง กะบาก ขนาดใหญ่ ใกล้อ่างเก็บน้ำ คงเป็นที่หมายปองของพวกทำไม้เถื่อนเป็นอันดับแรกๆ ป่าสักที่กำลังเติบโตฟื้นคืนมากว่า 20-30 ปี คงตกเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของพวกทำไม้เพื่อแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์เลยทีเดียว
แหล่งอนุรักษ์เสือโคร่งของโลก….ความหวังในระดับสากล
หลายคนคงไม่รู้ว่าสถานการณ์เสือโคร่งในโลก ตกอยู่ในภาวะวิกฤติใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง โดยที่ทั่วโลกมีเสือโคร่งเหลืออยู่ไม่เกิน 3,500 ตัว ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสือโคร่งได้สูญพันธุ์หรือลดจำนวนลงจนเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งจากป่าธรรมชาติในเกือบทุกประเทศ สำหรับประเทศไทย ประเมินกันว่ามีเสือโคร่งเหลืออยู่ไม่เกิน 250 ตัว โดยที่แหล่งอนุรักษ์เสือโคร่งที่สำคัญที่สุดคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและผืนป่าตะวันตก ดังนั้นผืนป่าตะวันตกจึงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรอนุรักษ์ในระดับชาติและระดับนานาชาติหลายองค์กร ที่ช่วยสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการรักษาผืนป่าตะวันตกให้คงความสมบูรณ์ เป็นผืนป่าใหญ่ที่ยังคงความต่อเนื่องของระบบนิเวศต้นน้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า โดยมีเป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งคือ การฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง และสัตว์ป่าขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ช้างป่า กระทิง วัวแดง กวางป่า ให้มีประชากรใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติดั้งเดิมในพื้นที่ที่ยังมีความหวัง และจากการดำเนินงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยการสนับสนุนองค์กรอนุรักษ์ระดับนานาชาติ ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าเสือโคร่งในป่าแม่วงก์กำลังฟื้นฟูอย่างชัดเจน โดยเสือโคร่งส่วนหนึ่งกระจายตัวมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หากสามารถควบคุมการล่าสัตว์ป่าได้อย่างต่อเนื่องและจริงจังในป่าแม่วงก์ นักวิชาการสัตว์ป่าประเมินว่าอีกประมาณไม่เกิน 10 ปี อุทยานแห่งชาติแม่วงก์จะกลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีประชากรเสือโคร่งและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อื่นๆ ชุกชุม และความชุกชุมของสัตว์ป่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมาสู่ป่าแม่วงก์ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งทำรายได้ให้กับคนท้องถิ่นและประเทศ ดังเช่นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลกของประเทศอินเดีย ที่คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวเพื่ออยากเห็นเสือโคร่ง ช้างป่า กระทิง กวางป่า และสัตว์ป่าหายากอื่นๆ
หากตัดถนนเป็นทางหลวงแผ่นดินเชื่อมระหว่างอำเภอคลองลานและอำเภออุ้มผางและสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้ภาพฝันของการฟื้นฟูข้างต้นมลายหายไปอย่างหมดสิ้น เพราะผืนป่าตะวันตกถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดจากทางหลวง เนื่องจากสัตว์ป่าหลายชนิด โดยเฉพาะเสือโคร่ง และสัตว์ขนาดใหญ่ ปกติหลีกเลี่ยงถนนและคนรบกวน และจะเปิดโอกาสให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางป่าอีกเป็นปริมาณมหาศาล จากชุมชนชาวเขาที่อาศัยอยู่ด้านอำเภออุ้มผางดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ป่าสองฝั่งถนน แม่สอด- อุ้มผาง ที่ถูกแผ้วถางอย่างหนักหน่วง เสมือนบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย ส่วนสัตว์ป่าที่เป็นเป้าหมายสำคัญ เช่น เสือโคร่ง ช้างป่า กวาง กระทิง วัวแดง และอื่นๆ ถูกล่าอีกอย่างควบคุมไม่ได้ในที่สุด
จะเห็นว่าหากมีการการสร้างเขื่อนแม่วงก์ หรือตัดถนนสายคลองลาน – อุ้มผาง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้เกิดเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์เท่านั้น แต่จะกระทบต่ออนาคตของผืนป่าต้นน้ำที่ดีสุดของประเทศ คือ ผืนป่าตะวันตกและโอกาสในการฟื้นฟูระบบนิเวศของผืนป่าใหญ่แห่งนี้ในอนาคต ซึ่งในที่สุดจะส่งผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้ใช้น้ำ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา และ แม่น้ำแม่กลอง และสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทยลงทุนรักษาป่าอนุรักษ์ เช่น ผืนป่าตะวันตก และผืนป่าอื่นๆ ในรูปของอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มาเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี โดยใช้งบประมาณ และกำลังคนรวมกันแล้วมากมายมหาศาล ซึ่งหากว่ากันตามหลักการและเหตุผลแล้ว เราไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้เกิดโครงการก่อสร้าง หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่เพิ่มโอกาสการทำลายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เหลืออยู่น้อยนิดแล้ว จึงขอเรียกร้องให้พิจารณาโครงการพัฒนาเหล่านี้อย่างรอบคอบที่สุด โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนหลากหลายที่อาจเกิดในผืนป่าอนุรักษ์ โดยอ้างการป้องกันน้ำท่วมนั้น คุ้มค่าอย่างกล่าวอ้างหรือไม่ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาวที่จะกระทบต่อคนในสังคมไทย และคำนึงถึงความรับผิดชอบของประเทศไทย และสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่อสังคมโลก โดยเฉพาะเรื่องการรักษาผืนป่าต้นน้ำ และสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนถึงการที่ประเทศไทย ได้รับการกล่าวถึงเป็นประเทศตัวอย่างประเทศหนึ่งที่สามารถสร้างรายให้กับประเทศ จากการท่องเที่ยวป่าธรรมชาติและชมสัตว์ป่า จะยั่งยืนกว่าการทำลายเป็นไหนๆ
.
บทความโดย  อนรรฆ พัฒนวิบูลย์
ภาพโดย : ขวัญชัย ไวยธัญญการ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS)ประเทศไทย

ปูไก่ก้ามโต

June 25th, 2012

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวการพบปูชนิดหนึ่งบนเกาะหลายเกาะทั่วอ่าวไทย เช่น เกาะสุมาตรา ในจังหวัดชุมพร และในทะเลอันดามัน เช่น เกาะกระดาน ในจังหวัดตรังทุกบริเวณ เรียกปูชนิดนี้ว่า “ปูไก่” เพราะสามารถทำเสียงดังเจี๊ยบ เจี๊ยบ คล้ายเสียงของลูกไก่ เสียงนี้เกิด จากการพ่นอากาศออกผ่านรูเปิดของช่องเหงือกในขณะที่หายใจ เมื่ออากาศผ่านรูขนาดเล็ก จึงเกิดเสียงแหลมคล้ายเสียงลูกไก่ดังกล่าว
ปูไก่จัดเป็นปูขน (land crab) ชนิดหนึ่งในวงศ์ Gecarcinidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cardisoma carnifex หรือ Cardiosoma carnifex ปูไก่ตัวผู้มีขนาดโตกว่าปูตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่มีขนาดกระดองกว้าง 15-20 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม ตัวเมียที่โต เต็มที่มีขนาดความกว้างของกระดองเพียง 10-12 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 200 กรัม กระดองเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน ไม่มีหนาม ตามขอบกระดองเช่นปูน้ำจืดชนิดอื่นๆ กระดองมีความแข็งมาก กระดอง ตอนหน้าระหว่างเบ้าตาแคบ เหนือเบ้าตามักมีปุ่มเล็กๆ ข้างละปุ่มกระดองด้านหลังค่อนข้างเรียบ มีก้าม 1 คู่และขา 4 คู่ ตัวผู้มีก้ามใหญ่ และแข็งแรง ผิวก้ามเรียบมีปุ่มนูนอยู่รวมเป็นกลุ่มๆ ตามรอยต่อของปล้อง ก้ามข้างซ้ายและข้างขวาขนาดไม่เท่ากัน ก้ามซ้ายมักมีขนาดใหญ่กว่า ปลายก้ามหนีบอันบนยาวกว่าอันล่าง ขามีขนาดใหญ่ปลายแหลมมีขนสีดำเป็นแผงตลอดขา
สีของกระดองตอนกลางสีม่วงเข้มหรือสีน้ำเงินอมม่วง ขอบกระดองทั้งสองข้างสีน้ำตาลปนเหลืองจนถึงสีขาวครีม ก้ามสีม่วงหรือ สีน้ำตาลปนเหลือง ขาตอนโคนสีส้มและตอนปลายสีคล้ำ ในฤดูผสมพันธุ์ ปูไก่จะมีสีสดใสกว่านอกฤดูผสมพันธุ์ ปูไก่ทางด้านอ่าวไทยมีสีเข้มกว่าปูไก่ด้านทะเลอันดามัน
เนื่องจากปูไก่เป็นปูที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนบก ช่องเหงือกที่มีเหงือกที่ใช้หายใจอยู่ภายใน 8 คู่ มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตบนบก ช่องเหงือกมีขนาดกว้างมาก ภายในมีเนื้อเยื่อบางๆ ที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากบุอยู่เป็นรอยพับหลายรอย
ปูไก่เคยพบมีชุกชุมบนเกาะในทะเล พบอาศัยอยู่ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยปูโตเต็มวัยอาศัยอยู่ตามริมลำธาร โดยซุกตัวอยู่ในโพรงหินและใต้รากไม้ ออกหากินทั้งในเวลากลางวันและเวลากลางคืน ในบริเวณที่ไม่ถูกรบกวนมากจะออกหากินในเวลากลางวัน ไต่ไปตามใต้รากไม้และบนขอนไม้ล้มบนพื้นป่า กินพวกพืชและสัตว์ เช่น หอย แมลง ซากสัตว์และเศษอาหารต่างๆ ที่พบ บางครั้งปูตัวใหญ่กว่าจะจับปูตัวเล็กกว่าเป็นอาหาร บางครั้งพบขุดรูอาศัยตามซอกหินตามชายป่า ตรงที่ติดต่อกับหาดทราย รูมีขนาดใหญ่และลึก 1-2 เมตร ไม่ชอบขุดรู อยู่ตามพื้นทราย
ปูชนิดนี้มีสายตาดีและมีประสาทสัมผัสไวต่อการรับคลื่นเสียงที่สะเทือนมาตามพื้นดิน เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติจะนอนหมอบนิ่ง สังเกตได้ยาก เนื่องจากมีสีกระดองที่กลมกลืนไปกับสภาพก้อนหินในลำธารในเวลากลางวันหลบนอนอยู่ในรู ปูจะพับก้ามตาทั้งสองข้างในเบ้าตาห่อตัวแนบก้ามและขาไว้กับลำตัว
ปูไก่ในสากลนี้พบมีแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้างในเขตร้อนของโลก ตั้งแต่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกของทวีปอเมริกา ริมฝั่งด้านทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา เกาะหลายแห่งในแถบอินโดแปซิฟิก และหมู่เกาะบางแห่งในทะเลใต้
ฤดูผสมพันธุ์ของปูไก่ตกอยู่ในราวปลายฤดูร้อน ซึ่งเป็นระยะหลังจากที่ปูออกเดินเพ่นพ่านไปทั่วบริเวณเกาะจนถึงฤดูฝน ปูไก่มักผสมพันธุ์ภายในรูที่อาศัย หลังจากไข่ออกมาและเก็บไว้ในตะปิ้งของปูตัวเมียระยะหนึ่งแล้ว ในราวเดือนเมษายนปูไก่จะอพยพไปปล่อยลูกปูลงทะเล เช่น ปูไก่ชนิด Cardisoma guanhumi ที่พบในแถบทะเลแคริบเบียน มีการเดินไปสู่ทะเลเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวง รออยู่ที่นั่นจนถึงเวลาน้ำขึ้นสูงสุด จึงปล่อยลูกออกลงสู่ทะเล ลูกเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจึงกลับไปอาศัยอยู่บนบกต่อไป ชาวบ้านบนเกาะจึงไม่พบลูกปูหรือปูขนาดเล็กเลย จึงเชื่อว่า ลูกปูไก่อาศัยอยู่แต่ภายในรูเท่านั้น อาศัยกินอาหารที่แม่ปูนำลงไปเลี้ยง
ปูไก่มีผู้นิยมใช้เป็นอาหารมาก เนื่องจากมีรสชาติอร่อยโดยเฉพาะเนื้อที่ก้ามซึ่งมีขนาดใหญ่ จึงมีผู้คนนิยมเดินทางไปกินปูบนเกาะหรือชาวเกาะจับปูแล้วเอาขึ้นไปขายบนฝั่ง ทำให้ปูไก่ลดจำนวนลงอย่างมากในเกาะหลายเกาะ ในแถบทะเลแคริบเบียนมีการนำเอาปูไก่มาเลี้ยงด้วยใบไม้และดอกไม้ บางครั้งปูเชื่องมากจนมารับ อาหารจากมือผู้เลี้ยงเลยทีเดียว จึงควรมีการอนุรักษ์ปูไก่ไว้บนเกาะบางเกาะให้มีการคงพันธุ์อยู่ต่อไป และหาทางเพาะเลี้ยงปูไก่เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นปูชนิดที่มีสีสวยงาม ขนาดลำตัวใหญ่ เลี้ยงได้ง่ายและมีอายุยืนหลายปี
.
เรียบเรียงโดย :จารุจินต์ นภีตะภัฏ
ที่มา  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ