ปะการัง สัตว์ป่าคุ้มครอง

June 20th, 2012

หลายท่านอาจไม่ทราบว่าปะการังเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ห้ามล่า ห้ามทำอันตราย ห้ามครอบครอง ห้ามค้า หรือเพาะพันธุ์โดยมิได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนมีบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับหนักเบาตามฐานความผิด..กระนั้น เราก็ยังเห็นปะการังไปปรากฏในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านการสะสมและการค้าอยู่บ่อย
พื้นที่แนวปะการังในประเทศไทย ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ปะการังหลายฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการเดินเรือน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่ง สินค้า พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 3 ฉบับ ซึ่งกฎหมายบางฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงและบางฉบับเกี่ยวข้องในทางอ้อม
การอนุรักษ์ปะการัง
1. ไม่เก็บปะการังที่หักหรือเก็บขึ้นมาจากท้องทะเล ในแต่ละกิ่งแต่ละก้านนั้น หมายถึง ชีวิตนับร้อยนับพันชีวิตที่ต้องตายลงจากโครงสร้างของปะการังที่ต้องใช้เวลา นับร้อยนับพันปีในการเจริญเติบโต และการเสื่อมสลายของปะการังนั้นนำไปสู่ผลของการเสื่อมสูญอาหารจากทะเลในอนาคต เพราะปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของชีวิตจากท้องทะเล เราจึงไม่ควรเก็บ ซื้อปะการังมาเป็นของที่ระลึกหรือประดับตู้ปลา
2. ไม่ทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง การทอดสมอเรือในแนวปะการังเพื่อจอดเรือในแต่ละครั้งจะสร้างความเสียหายให้ กับปะการัง ปัจจุบันได้มีการแก้ไขโดยการวางทุ่นเพื่อผูกเรือแทนการทอดสมอเรือ เพื่อการคุ้มครองปะการัง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยความช่วยเหลือทางวิชาการ จากมหาวิทยาลัยโรดส์ไอร์แลนด์ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดทำทุ่นเพื่อผูกเรือได้ประมาณ 2-3 ลำต่อทุ่น
3. ไม่ทิ้งขยะ นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปต้องไม่ทิ้งขยะและเศษสิ่งของลงท้องทะเล เพราะธรรมชาติจะสวยงามได้ตลอดไป ตราบเท่าเราไม่เข้าไปทำลาย การค้าขายปะการัง ในฐานะประชาชนในท้องถิ่นของเราให้หมดไป
4. นำเรือท้องกระจกเพื่อให้ดูปะการัง
5. ประชาสัมพันธ์ให้มีการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรปะการัง โดยให้มีการศึกษาและเผยแพร่ความรู้และคุณค่าของปะการังให้กับบุคคลทุกประเภท ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติในการป้องกันและฟื้นฟูปะการัง
6. ส่งเสริมให้กลุ่มชุมชนองค์กรเอกชนสมาคมหรือชมรมการท่องเที่ยว ร่วมกันจัดกิจกรรมในเรื่องการรักษาความสะอาด เพื่อการคุ้มครองปะการัง
.
ที่มา  www.rspg.or.th

นาคหญ้า หนูยักษ์

June 20th, 2012

ในระยะไม่กี่ปีมานี้มีการนำเอาสัตว์ต่างประเทศชนิดหนึ่งเข้ามาเลี้ยงขยายพันธุ์ในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาไม่นานนัก สัตว์ชนิดนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากนักวิชาการ นักอนุรักษ์ธรรมชาติและ ผู้นิยมเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ว่าจะมีผลกระทบเช่นใดบ้างต่อระบบนิเวศ ธรรมชาติและต่อสถานภาพของสัตว์ป่าในประเทศไทย สัตว์ชนิดนี้ รู้จักกันในชื่อว่า “นากหญ้า”
นากหญ้า (nutria, coypu หรือ coipo) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myocastor coypus จัดอยู่ในวงศ์ Myocastoridae ซึ่งมีเพียงนากหญ้า อยู่ในวงศ์นี้เพียงชนิดเดียว ชื่อสามัญว่า nutria มาจากภาษาสเปน แปลว่า นาก ซึ่งได้นำมาใช้เรียกขนของนากหญ้าในวงการค้าขนสัตว์ สาเหตุที่ได้ชื่อว่านากหญ้า เพราะมีรูปร่างโดยทั่วไปดูเผินๆ คล้ายพวกนากกิน ปลา แต่กินเฉพาะพืชน้ำและหญ้าเป็นอาหาร นากหญ้ามีขนาดลำตัว ค่อนข้างใหญ่สำหรับพวกสัตว์ฟันแทะจำพวกหนู มีขนาดลำตัวยาว 37-70 เซนติเมตร หางยาว 24-45 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 3.5-10 กิโลกรัม บางตัวอาจมีน้ำหนักสูงถึง 17 กิโลกรัม ตัวผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่าตัวเมีย 2-3 กิโลกรัม หัวมีลักษณะมนกลม ปากสั้น คอสั้น ใบหูกลมและเล็ก หนวดเส้นหนา เฉพาะตีนหลังมีแผ่นพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพื่อใช้ใน การว่ายน้ำ หางยาวและมีขนขึ้นห่างๆ กัน ตัวเมียมีเต้านม 4-5 คู่ ซึ่ง ตั้งอยู่สูงทางด้านข้างลำตัว เพื่อให้สะดวกต่อการดูดกินของลูกๆ ในขณะที่ แม่ว่ายน้ำอยู่ ขนที่ปกคลุมลำตัวมีเลื่อมเป็นมัน ขนชั้นนอกยาวและหยาบ แต่ขนชั้นในหนาและนุ่ม ลำตัวมีสีแปรผันไปได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจน ถึงสีดำแกมแดง บางตัวมีแต้มสีขาวตรงบริเวณปาก
ในถิ่นอาศัยเดิมนากหญ้าพบอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ในตอนใต้ของประเทศบราซิล ปารากวัย อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา และชิลี เนื่องจากขนของนากหญ้ามีราคาค่อนข้างสูง จึงมีการนำเอานากหญ้า ไปเลี้ยงนอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเดิม โดยจัดตั้งฟาร์มเลี้ยงขึ้นใน หลายส่วนของโลก เช่น ในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียตอนเหนือ และแอฟริกาตะวันออก
นากหญ้าใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่มีแหล่งน้ำตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นบึง หนอง ลำธารและคลองระบายน้ำ ที่มีพืชน้ำขึ้นอยู่อุดม- สมบูรณ์ มันทำรังโดยการขุดโพรงเข้าไปตามตลิ่งที่ชันๆ หากหาตลิ่งสูงๆ ไม่ได้จะสร้างรังรูปทรงแบนๆ ซุกอยู่ในกอพืชน้ำสูงๆ นากหญ้าว่ายน้ำเก่งและดำน้ำได้นานถึง 7 นาที อาหารได้แก่ พืชน้ำโดยทั่วไปหลายชนิด รวมทั้งพวกหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นริมน้ำ บางครั้งก็กินพวกหอยฝาเดียวและหอยกาบน้ำจืดอีกด้วย
ในบริเวณตอนเหนือของอาร์เจนตินา นากหญ้าจะโตถึงวัยเจริญ พันธุ์เมื่อมีอายุได้ 4 เดือน และมีน้ำหนักตัว 2-3 กิโลกรัม ตัวเมีย มีวงรอบการผสมพันธุ์ทุกๆ 23-26 วัน ตลอดทั้งปี ออกลูกครั้งละ 2-7 ตัว เคยพบมีลูกมากถึง 13 ตัว ระยะตั้งท้องนาน 123-150 วัน ลูกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวประมาณ 225 กรัม มีขนปกคลุมตัวและตาเปิด ลูกมักอยู่กับแม่นาน 6-10 อาทิตย์ อายุยืนในที่เลี้ยงนานถึง 10 ปี
ชีววิทยาการดำรงชีวิตของนากหญ้า ค่อนข้างเรียบง่ายและมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีมาก หลายบริเวณนอกถิ่นอาศัยมี กลุ่มนากหญ้าออกไปอาศัยอยู่อย่างอิสระ บางแห่งกลายเป็นศัตรูพืช การจัดการเพาะเลี้ยงนากหญ้าเชิงพาณิชย์น่าจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหลุดออกไปสู่ธรรมชาติของนากหญ้าต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้
.
เรียบเรียงโดย :จารุจินต์ นภีตะภัฏ
ที่มา  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, รูปจาก น.ส.พ.ไทยรัฐ

ทำไมเม่นทะเลตัวนี้.. ต้องแต่งตัว?

June 20th, 2012

เม่นทะเลเป็นเอคไคโนเดิร์มที่มีลักษณะตรงตามชื่อของไฟลัม คือ สัตว์ที่มีหนามตามลำตัว สัตว์ในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ๆ คือ เม่นทะเล เหรียญทะเล และ เม่นหัวใจ เม่นทะเลมีรูปร่างค่อนข้างกลม กลมแบน หรือรูปไข่ ภายนอกประกอบด้วยหนามกระจายอยู่รอบตัว บางชนิดมีหนามสั้น บางชนิดมีหนามยาว ปากอยู่ด้านล่าง ตรงกลางมีฟันสำหรับขูดและตัดอาหาร ด้านบนตรงข้ามปากจะเป็นทวารหนักและช่องปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ ลำตัวมีเปลือกประกอบด้วยแผ่นหินปูนเรียงเป็นแถวในแนวดิ่ง ห่อหุ้มอวัยวะภายในเอาไว้จำนวน 10 คู่ ในจำนวนนี้เป็นแผ่นที่มีเท้าท่อยื่นออกมา 5 คู่ และแผ่นที่ไม่มีเท้าท่อยื่นออกมาอีก 5 คู่ ขณะที่เหรียญทะเลจะมีร่างกายแบนมาก เม่นหัวใจมีรูปร่างเป็นรูปไข่และมีปากอยู่ทางด้านหน้าและทวารหนักอยู่ด้านท้าย เม่นทะเลสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และแบ่งแยกเพศผู้เพศเมีย ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระ กินอาหารได้หลากหลายชนิดทั้งพืชและสัตว์ แต่โปรดปรานสาหร่ายทะเลเป็นพิเศษ ในภาวะขาดแคลนอาหาร อาจกินพวกเดียวกันเป็นอาหารได้อีก ..กลับมาที่เม่นตัวที่น่าทึ่งของเรา
เม่นทะเลแต่งตัว Toxopneustes pileolus (Lamarck,1816) เป็นเม่นทะเลที่มีรูปร่างค่อนข้างกลมแบน หนามสั้น เปลือกมีสีเขียว และมีลักษณะเด่นคือ มีอวัยวะเล็กๆ ที่เรียกว่า “เพดิเซลลาเรีย” (Pedicellariae) ซึ่งอวัยวะนี้สามารถพบได้ในพวกเอคไคโนเดิร์มทั่วไป เพดิเซลลาเรียนี้ มีหลายชนิด ส่วนมากทำหน้าที่ในการทำความสะอาดร่างกาย บางชนิดมีถุงน้ำพิษด้วย เพื่อช่วยในการจับเหยื่อและป้องกันตัว ปกติจะมีขนาดเล็ก ต้องสังเกตจึงจะมองเห็น แต่สำหรับเม่นทะเลแต่งตัวนี้ เพดิเซลลาเรีย มีขนาดใหญ่กว่าเม่นทะเลชนิดอื่นๆ มีรูปร่างกลมคล้ายดอกไม้  ตรงกลางมีจุดสีแดง ขอบริมมีสีขาว และมีถุงน้ำพิษอยู่ด้วย จึงจัดเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษชนิดหนึ่ง และเคยมีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากพิษของเพดิเซลลาเรียจากเม่นทะเลชนิดนี้ จนมีอาการบาดเจ็บสาหัสในประเทศแถบทวีปแอฟฟริกา  แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่เคยมีรายงานไว้ว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายจากเม่นชนิดนี้
สาเหตุที่เราเรียกเม่นทะเลชนิดนี้ว่า “เม่นทะเลแต่งตัว”  เพราะว่าเม่นทะเลชนิดนี้มักจะเอาเศษกรวด หิน เปลือกหอย หรือเศษวัสดุอื่นๆ ขึ้นปกคลุมตัวเพื่อพรางจากศัตรู เม่นทะเลแต่งตัวมักจะพบอยู่ตามพื้นทะเลนอกแนวปะการัง ที่มีเศษกรวดและซากปะการังปนอยู่  กินสาหร่ายทะเลตามพื้นทะเลและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ หรือซากอินทรีย์วัตถุเป็นอาหาร
.
ที่มา  www.rspg.or.th

ทะเบียนป่าชุมชน ความคืบหน้าผืนป่าตะวันตก

June 20th, 2012

ผืนป่าตะวันตก เป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ร่วมกับชุมชนขอบป่าช่วยกันอนุรักษ์มาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีชุมชนมาร่วมกันทำงานพิทักษ์ป่าแล้วถึง 264 ชุมชน
อาจมีน้อยคนที่รู้จักการทำงานปกป้องป่าของเครือข่ายป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี เนื่องจากในอดีตมีปัญหาเรื่องสิทธิการดูแล เรื่องความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ การบุกรุกป่าของผู้มีอิทธิพล ทำให้ทำงานอนุรักษ์ป่าชุมชนได้ไม่เต็มที่
จนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แนวทางหนึ่งที่เครือข่ายรอบผืนป่าร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรใช้ดูแลผืนป่า ก็คือ โครงการเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เกิดเป็นเครือข่ายภูมินิเวศผืนป่าตะวันตกรวมกว่า 300 ชุมชน ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันดูแลรักษาปกป้องทรัพยากรป่าไม้ในท้องถิ่นตนเองมาอย่างต่อเนื่อง และขอจัดตั้งและขึ้นทะเบียนป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนร่วมจัดการป่ากับภาครัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเอกสารแสดงขอบเขตพื้นที่ป่าชุมชน
ตะวันฉาย หงษ์วิลัย หัวหน้าภาคสนามมูลนิธิสืบฯ พื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร และผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายภูมินิเวศผืนป่าตะวันตก เล่าถึงสถานการณ์ป่าชุมชนว่า พื้นที่ป่าตะวันตกกำลังถูกบุกรุกด้วยนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ เช่นส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นเฟอร์นิเจอร์จากตอไม้ รวมทั้งกระแสปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย เพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากไม่รักษาไว้ ย่อมกินพื้นที่ถึงป่าอนุรักษ์ที่เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ
“ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบผืนป่าอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากป่าตามสมควร คือ เก็บของป่าตามฤดูกาล มีกติการ่วมกันชัดเจนว่าไม่ล่าสัตว์ ไม่ตัดไม้ ป่าชุมชนเป็นแนวทางการรักษาขอบป่าที่ดี เพราะเขาเห็นคุณค่าของพื้นที่ แต่ปัญหาคือป่าชุมชนไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ทำให้มีปัญหาการบุกรุกใช้ประโยชน์พื้นที่โดยที่ไม่สามารถเอาผิดได้ ชาวบ้านจึงต้องการหลักฐานทางราชการแสดงขอบเขตชัดเจน อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ปัญหาการทำลายป่าก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้”
ป่าชุมชนที่ได้รับหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน ประกอบด้วย จ.นครสวรรค์ 25 โครงการ พื้นที่ 12,026 ไร่ กาญจนบุรี 36 โครงการ พื้นที่ 18,314 ไร่ อุทัยธานี 19 โครงการ พื้นที่ 12,260 ไร่ สุพรรณบุรี 15 โครงการ พื้นที่ 15,916 ไร่
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินการภายใต้ระเบียบของกรมป่าไม้ การขาดงบประมาณและบุคลากรในระหว่างการเตรียมการขึ้นทะเบียนให้ชุมชน ทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนพื้นที่ได้ตามที่ชุมชนร้องขอ เช่น ป่าชุมชนคลองห้วยหวาย มีพื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ แต่ได้ขึ้นทะเบียนเพียง 1,787 ไร่ และป่าชุมชนแม่กะสี มีพื้นที่ 4,700 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนเพียง 800 ไร่ ป่าชุมชนบ้านเขาแหลมได้จัดตั้ง 500 ไร่ จาก 9,000 ไร่
“ป่าชุมชนเป็นทางรอดของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย การรักษาป่านั้นก็ไม่สามารถทำได้ในระดับปัจเจกหรือหน่วยงานใดหน่วยเดียว ราชการรักษาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ชุมชนรักษาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่เราเรียนรู้จากการทำงานที่ผ่านมา” ตะวันฉายให้ความเห็น
เดช เชียรเขตวิทย์ ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดนครสวรรค์ และประธานกรรมการป่าชุมชนบ้านคลองห้วยหวาย เล่าถึงการทำงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ป่าแม่วงก์ แม่เปิน และชุมตาบงดูแลป่ามานานแล้ว แต่ไม่ได้มีรูปแบบชัดเจน จนกระทั่ง4-5 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนร่วมลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่ ทำแนวกันไฟ มีการประชุมหมู่บ้านและประชุมเครือข่ายทุกเดือน
“ระยะหลังมานี้ มีปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่ารุนแรง มีคนมาถางป่าด้วยรถแบ็กโฮ เครื่องจักรขนาดใหญ่ ลักลอบตัดไม้มะค่า ไม้ประดู่ เพื่อไปทำสินค้าต่างๆ เราก็พยายามทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ กับมูลนิธิสืบ ดูแลพื้นที่ให้ดี วันนี้มีโฉนดป่าชุมชนจากกรมป่าไม้แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานมากขึ้น เพราะมีแนวเขตชัดเจนว่าเขาบุกรุก แม้ว่าที่ผ่านมาชาวบ้านก็ดูแลป่าโดยไม่มีเอกสารรับรองอยู่แล้วก็ตาม แต่ถ้ามีจะทำงานง่ายขึ้น เราไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของป่า แต่ไม่อยากให้ป่าไม้ถูกทำลาย” ผู้ใหญ่เดชกล่าว
ด้าน ประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การจัดการป่าชุมชน เป็นรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดประโยชน์อย่าง ยั่งยืนมากที่สุด ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการป่าชุมชนอยู่ 8,342 หมู่บ้าน รวมพื้นที่ 3.2 ล้านไร่ หากจัดการพื้นที่เหล่านี้ได้ดี จะเป็นประโยชน์กับป่าทั้งประเทศ โดยหลักการทำงานที่สำคัญคือชุมชนควรเป็นผู้บริหารจัดการเองตามระเบียบที่ ร่วมกันตั้ง และมีเจ้าหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ช่วยสร้างความเข้าใจในการใช้ทรัพยากร และเห็นว่าควรขยายเครือข่ายป่าชุมชนจากระดับจังหวัดเป็นภาค และประเทศเพื่อความเข้มแข็งมากขึ้นและป้องกันการบุกรุกจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล  แต่ถึงอย่างไร ก็ยังต้องผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนต่อไป เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการได้ง่าย และได้ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

จำปีสิริธร ดอกหอมอย่างไทย

June 20th, 2012

ชื่อวิทยาศาสตร์ Magnolia sirindhorniae Noot & Chalermglin
วงศ์ MAGNOLIACEAE
ชื่อพื้นเมือง จำปา  จำปีสัก (ลพบุรี)
ลักษณะทั่วไป
ต้น ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นที่ระดับอก 50-200 เซนติเมตร  เปลือกโคนต้นสีน้ำตาล หนา 0.5 – 1 เซนติเมตร มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามยาว ลำต้นเปลาตรง กิ่งที่อยู่ในระดับสูงมีเปลือกสีขาว กิ่งอ่อนมีสีเขียวอมน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดหรือขีดนูนกระจาย ทรงพุ่มกลมโปร่ง เนื้อไม่และกิ่งเหนียว
ใบ รูปรี กว้าง 7-10 เซนติเมตร ยาว 14-20  เซนติเมตร โคนใบมนกลม หรือรูปลิ่ม ปลายใบมนทู่ถึงแหลม ผิวใบด้านบนมีขนเล็กน้อย สีเขียวอมเหลือง มีเส้นกลางใบนูนเล็กน้อย และมีเส้นแขนงใบเป็นร่อง ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขน มีเส้นเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบนูนเด่น เนื้อใบหนา แข็งกรอบ ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบมี 10-12 คู่ ก้านใบยาว 2.5-4.5 เซนติเมตร รอยแแผลเป็นของหูใบแนบโคนก้านใบยาวสองในสาม ของความยาวของก้านใบ
ดอก ออกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกตูมรูปกระสวย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร กาบหุ้มดอกมี 1 แผ่น สีเขียวอ่อนและมีขนอ่อนๆ คลุมอยู่ กาบฉีกออกและหลุดไปเมื่อกลีบดอกเริ่มแย้ม ก้านดอกยาว 1.8 เซนติเมตร ดอกบานตั้งขึ้น สีขาวนวล กลีบดอกมี 12-15 กลีบ เรียงเป็นชั้นๆ ละ 3 กลีบ กลีบชั้นนอกรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 1.2-1.5 เซนติเมตร ยาว 4.5-5 เซนติเมตร ปลายกลีบมนกลม เมื่อเริ่มแย้มโคนกลีบดอกด้านนอกมีสีเขียวอ่อน  กลีบดอกชั้นในมีขนาดแคบและสั้นกว่าเล็กน้อย เริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พลบค่ำ ดอกบานอยู่ได้ 2 วัน เมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย
ผล ผลเป็นช่อยาว 4-6 เซนติเมตร ก้านช่อผลยาว 4 เซนติเมตร มีผลย่อย 15-25 ผล แต่ละผลเรียงติดอยู่บนแกนกลางผลและไม่มีก้านผลย่อย ผลรูปกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร ผิวของผลมีช่องอากาศเป็นจุดๆ สีขาว ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน  ผลย่อยแตกตามแนวยาว แต่ละผลมี 1-6 เมล็ด เมล็ดสีแดงเข้มรูปกลมรี ยาว 4-6 มิลลิเมตร
ช่วงการออกดอกและติดผล ออกดอกบาน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง กรกฎาคม ผลแก่ระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน
นิเวศวิทยาและถิ่นกำเนิด จำปีสิรินธรเป็นพืชเฉพาะถิ่นของไทย (Endemic to Thailand) คือมีขึ้นอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น และมีขึ้นอยู่เฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำหรือในป่าพรุน้ำจืดที่มีน้ำพุไหลผ่านตลอดเวลา สำรวจพบครั้งแรกในป่าพรุน้ำจืดของบ้านซับจำปา ตำตลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี  ในพื้นที่รวมกันประมาณ 80 ไร่ ในระดับความสูงประมาณ 50 เมตร พื้นที่โดยรอบห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเขาหินปูน เมื่อมีฝนตกแล้วน้ำจากเขาหินปูนนี้จะซึมลงใต้ดินและไหลรวมเป็นน้ำใต้ดิน มาพุขึ้นในป่าบ้านซับจำปา น้ำในบริเวณนี้จึงมีความเป็นด่างสูงกว่าในพื้นที่อื่น
ต่อ มาสำรวจพบในป่าพรุน้ำจืดของบ้านน้ำสวย ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย ซึ่งมีพื้นที่รวมกันประมาณ 30 ไร่ ในระดับความสูงประมาณ 165 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 30 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เมตร อยู่มากกว่า 30 ต้น
.
ที่มา www.rspg.or.th  รูปจาก sanook.com

กุหลาบพระนามสิรินธร

June 11th, 2012

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa   hybrid
วงศ์ Rosaceae
นามพระราชทาน Princess Maha Chakri Sirindhorn
ความเป็นมา
ในปี พ.ศ. 2524 กุหลาบประเภทดอกใหญ่ (Hybrid Tea) พันธุ์หนึ่งชื่อ Madras ของบริษัทผู้ผลิตกุหลาบรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา คือ บริษัท แจ็คสันแอนด์เพอร์กินส์ จำกัด มีดอกสีชมพูแกมม่วง ได้รับคัดเลือกเป็นกุหลาบแห่งปี  นายจีระ ดวงพัตรา แห่งไร่จีระโรสเนิสเซอรี่ ตำบลหนองเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้สั่งกุหลาบชนิดนี้เข้ามาปลูกได้ประมาณ 2-3 เดือน พบว่าเกิดกลายพันธุ์ในต้นเดียวกัน ให้ต้นใหม่ที่มีดอกสีชมพูเหลืองเหลือบ เมื่อทำการทดลองติดตาจนแน่ใจว่าเป็นกุหลาบพันธุ์ใหม่ จึงได้ขอพระราชทานชื่อกุหลาบพันธุ์นี้ว่า “พระนามสิรินธร” นับได้ว่าเป็นกุหลาบพันธุ์ที่โดดเด่นที่สุด เพราะเป็นกุหลาบพุ่มชนิดดอกโต (Bush – Rose) สีชมพูเหลืองเหลือบ กลีบซ้อนแน่น สวยงามมาก เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชานุญาตจึงได้จดทะเบียนไว้มีชื่อภาษา อังกฤษว่า ” Princess Maha Chakri Sirindhorn”
.
ที่มาของข้อมูล : สยามไภสัชยพฤกษ์ ภูมิปัญญาของชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,www.rspg.or.th

การฟื้นฟูป่าแบบผสมผสาน เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

June 11th, 2012
รศ.ดร.ดอกรัก  มารอด
ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้  คณะวนศาสตร์
การปลูกป่าฟื้นฟู (forest restoration) ถือเป็นวิธีการที่ดีมากในการช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการสืบต่อพันธุ์ของไม้ดั้งเดิม นอกเหนือจากมาตรการและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว แนวทางการปลูกป่าฟื้นฟูที่สำคัญคือ การปลูกป่าแบบผสมผสานระหว่างโดยการใช้พืชเบิกนำ (pioneer species) หรือไม้โตเร็ว (fast growing species) ร่วมกับพันธุ์พืชดั้งเดิมของพื้นที่ โดยหลักการคือ ในระยะแรกเริ่มปลูกพืชเบิกนำที่เหมาะสมต่อพื้นที่ และระยะที่สองเริ่มลงมือดำเนินการเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสมจึงเริ่ม ลงมือปลูกไม้ดั้งเดิมเสริมเข้าไป ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้อัตราการรอดตายของไม้ดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ป่าฟื้นฟูนั้นมีโครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพรรณพืชสมบูรณ์มากขึ้น และสามารถเจริญทดแทนกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็ว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ของโลกรวมถึงประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยังคงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลก  ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้เพื่อการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  ผลกระทบของการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่ ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม  เมื่อพื้นที่ป่าถูกทำลายย่อมส่งผลต่อการสูญเสียหน้าที่และการบริการของระบบนิเวศ (function and ecosystem services)  ในหลาย ๆ ด้าน คือ
1) การบริการเกื้อหนุน (supporting services)  เช่น การหมุนเวียนธาตุอาหาร การผลิตก๊าซออกซิเจนและการกำเนิดดิน  เป็นต้น
2) การบริการด้านการให้ประโยชน์ (provision services)  เช่น  อาหาร  เส้นใย  ไม้ฟืน  และแหล่งน้ำ เป็นต้น
3) บริการด้านการควบคุมกลไก (regulating services) เช่น การควบคุมอุณหภูมิ รักษาความสะอาดของน้ำ และป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น  และ
4) บริการด้านวัฒนธรรม (cultural services) เช่น การเป็นแหล่งความรู้ การพักผ่อน และคุณค่าทางจิตใจ เป็นต้น
เมื่อระบบนิเวศป่าไม้สูญเสียหน้าที่และการบริการลงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น ดังเช่น มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเกือบทุกภาคส่วนของประเทศ เมื่อปีที่ผ่านมา  ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงต้องช่วยกันดำเนินงานเพื่อช่วยให้ป่าเสื่อมโทรม (degraded forest) ฟื้นสภาพกลับมามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่และบริการได้ดังเดิม  วิธีการที่ดีและได้ผลรวดเร็ว คือ การปลูกป่าฟื้นฟู  (forest restoration)  โดยเฉพาะภายในระบบนิเวศภูเขา (mountain ecosystem เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ  อย่างไรก็ตามการคัดเลือกกลุ่มพืชเป้าหมายในการปลูกนับว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของการปลูกป่าเพื่อการฟื้นฟูมาก
ทรัพยากรป่าไม้จัดเป็นทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ด้วยตนเอง  (renewable resource)  ดังจะเห็นได้จากการที่พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกและรบกวน  เมื่อปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็จะเกิดการเจริญสืบต่อพันธุ์ของพันธุ์ไม้ดั้งเดิม (native species) หรือ กลุ่มไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะป่าถูกทำลาย (deforestation)  ที่มีขนาดพื้นที่ไม่กว้างขวางและการรบกวนที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงต่อเนื่อง  โดยอาจยังเหลืออยู่ในพื้นที่จำนวนมาก  ทำให้เกิดการเจริญทดแทนตามธรรมชาติได้ดี  อย่างไรก็ตามการทดแทนที่เกิดขึ้นจะต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างยาวนาน  โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม (degraded forest)  ที่มีการบุกรุกเป็นบริเวณกว้างและเกิดการรบกวนจากมนุษย์และธรรมชาติอย่างรุนแรง  ทำให้ปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นต่อการตั้งตัวของพันธุ์ไม้ดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ และไม่ส่งเสริมต่อการทดแทนตามธรรมชาติ ประกอบกับพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายอย่างรุนแรงอาจไม่มีพันธุ์ไม้ดั้งเดิมหรือส่วนสืบพันธุ์ของพืชหลงเหลืออยู่  โอกาสที่จะฟื้นสภาพกลับมาเป็นสังคมป่าสุดยอดหรือดั้งเดิม (climax forest) เป็นไปได้ยากมากและอาจต้องใช้เวลานาน
ดังนั้น การฟื้นฟูป่า (forest restoration) ถือเป็นวิธีการที่ดีมากในการช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการสืบต่อพันธุ์ของไม้ดั้งเดิม  นอกเหนือจากมาตรการและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว  แนวทางการปลูกป่าฟื้นฟูที่สำคัญคือ  การปลูกป่าแบบผสมผสานระหว่างโดยการใช้พืชเบิกนำ (pioneer species)  หรือไม้โตเร็ว (fast growing species) ร่วมกับพันธุ์พืชดั้งเดิมของพื้นที่ โดยหลักการคือ ในระยะแรกเริ่มปลูกพืชเบิกนำที่เหมาะสมต่อพื้นที่และระยะที่สองเริ่มลงมือดำเนินการเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสม จึงเริ่มลงมือปลูกไม้ดั้งเดิมเสริมเข้าไป  ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้อัตราการรอดตายของไม้ดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้น  ส่งผลให้ป่าฟื้นฟูนั้นมีโครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพรรณพืชสมบูรณ์มากขึ้น  และสามารถเจริญทดแทนกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็ว
พรรณพืชเบิกนำถือว่าเป็นพืชกลุ่มแรกที่เป็นตัวช่วยชักนำไม้ดั้งเดิม ให้กลับเข้ามาเจริญทดแทนตามธรรมชาติ เนื่องจากพืชเบิกนำส่วนใหญ่มีความต้องการทางนิเวศวิทยา (ecological niche)  ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ป่าถูกทำลายและป่าเสื่อมโทรม เช่น  เป็นพันธุ์พืชที่มีความต้องการแสงสว่างในการตั้งตัวสูง  (light demanding species)  สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไม้เนื้ออ่อนและเป็นกลุ่มพืชที่มีช่วงอายุสั้นจึงมักปรากฏเป็นหมู่ไม้ที่มีชั้นอายุเดียวในพื้นที่  พันธุ์พืชเบิกนำพบได้ตั้งแต่กลุ่มพืชล้มลุก เช่น สาบเสือ หญ้าคา และหญ้าพง เป็นต้น หรือไม้พุ่ม และไม้ต้นขนาดใหญ่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ตามช่วงการจำกัดทางนิเวศวิทยา (ecological amplitude) ของมัน  ดังนั้นการคัดเลือกชนิดพืชเบิกนำจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่ปลูกป่าฟื้นฟูว่ามีความเหมาะสมต่อชนิดพันธุ์ไม้เบิกนำเพียงใด
จากรายงานการวิจัยพบว่า ไม้เบิกนำที่ควรนำมาปลูกในพื้นที่สูงและมีความชื้นในดินมาก  เช่น  บริเวณป่าต้นน้ำลำธารทางภาคเหนือนั้น  ได้แก่ ทะโล้  ลำพูป่า ก่อแป้น กระทุ่มน้ำ ขนุนป่า มะมือ อบเชย สอยดาว เต้าหลวง พังแหรใหญ่ ปลายสาน ทอหลางป่า และกางหลวง  เป็นต้น  เมื่อปลูกพรรณพืชเหล่านี้อายุได้ประมาณ 2-3 ปี  พื้นที่ป่าฟื้นฟูจะเริ่มมีร่มเงาเพิ่มมากขึ้น  ลำดับถัดมาก็ปลูกไม้ดั้งเดิมที่มีความทนร่มสูง (shade tolerance) เข้าไป  เช่น  ก่อเดือย ก่อใบแหลม จำปีป่า กำยาน ยางนา และกำลังเสือโคร่ง เป็นต้น  ส่วนในพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งสูง  พันธุ์ไม้เบิกนำที่ควรปลูกคือ ซ้อ เปล้าหลวง ทองหลางป่า งิ้ว สำโรง กางหลวง มะกอกป่า พะยอมและกล้วยป่า  เป็นต้น  ส่วนไม้ดั้งเดิมที่ปลูกตามภายหลังได้แก่  สัก ประดู่ มะค่าโมง แดง ชิงชัน และพะยูง เป็นต้น  สำหรับพื้นที่ทางภาคใต้และภาคตะวันออก ในพื้นที่ราบระดับต่ำและมีความชื้นสูง ไม้เบิกนำที่ควรปลูกคือ  เต้าหลวง กุ่มน้ำ กระทุ่มน้ำ สมพง และลำพูป่า  เป็นต้น  จากนั้นจึงปลูกไม้ดั้งเดิมของพื้นที่ โดยเฉพาะไม้วงศ์ยาง (Dipterocarparceae)  เช่น ยางปาย เคี่ยม ตะเคียนทอง ไข่เขียว  เป็นต้น
ภายหลังจากที่ทำการปลูกป่าฟื้นฟูด้วยวิธีการผสมผสานระหว่างไม้เบิกนำและไม้ดั้งเดิมแล้ว  จะทำให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมดังกล่าวกลับมามีโครงสร้างและองค์ประกอบชนิดพรรณพืชที่ค่อนข้างซับซ้อนยิ่งขึ้น  มีระบบเรือนรากที่แผ่ทับซ้อนกันมากขึ้น  ทั้งในกลุ่มพืชที่มีรากตื้นและลึก  ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เหมาะสมในการช่วยยึดเหนี่ยวดิน  ช่วยป้องกันการกัดกร่อนของดิน  ทำให้ไม่เกิดการเลื่อนถล่มของดิน(landslide)  จนส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  นอกจากนี้เศษซากพืชที่ร่วงหล่นบนพื้นป่ายังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินร่วนซุยก่อให้เกิดน้ำซึมผ่านผิวดินมากขึ้นและไหลซึมลงดินอย่างช้าๆ เท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำสู่แหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย  จึงถือได้ว่านอกจากการส่งเสริมการปลูกป่าฟื้นฟูจะได้พื้นที่ป่าที่สมบูรณ์กลับมาแล้ว  ป่าฟื้นฟูดังกล่าวยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำที่ได้ผลมากขึ้นและเมื่อพิจารณาถึงการนำไม้เบิกนำที่มีอายุสั้นดังกล่าว  มาใช้ประโยชน์ด้านเนื้อไม้ก็จะยังคงเหลือไม้ดั้งเดิมที่มีอายุขัย ยาวนานกว่าหลงเหลืออยู่ในพื้นที่และเป็นแม่พันธุ์โปรยเมล็ดลงสู่พื้นล่างป่า  ส่งผลให้การเจริญสืบต่อพันธุ์ของไม้ดั้งเดิมเกิดได้ดีมากยิ่งขึ้นและยังได้ นำไม้เบิกนำดังกล่าวมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นไม้อาหารและพลังงานอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณานำพืชโตเร็วที่เป็นไม้ต่างถิ่น (alien species)  เข้ามาปลูกป่าเพื่อการฟื้นฟูนั้นต้องคำนึงพฤติกรรมของมันด้วยว่า  เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน (invasive alien species) หรือไม่ เพราะหากเป็นพืชต่างถิ่นรุกรานแล้ว  การฟื้นฟูป่าเพื่อการอนุรักษ์และคืนสภาพป่าดั้งเดิมให้กับพื้นที่นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วยังส่งผลยับยั้งการสืบต่อพันธุ์ของไม้ดั้งเดิมในป่าธรรมชาติอีกด้วย  เช่น  การเลือกปลูกกระถินยักษ์ แม้ว่าจะเป็นพืชโตเร็วที่ช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ดี แต่จัดเป็นพืชต่างถิ่นรุกรานที่ศักยภาพสูงมากในการรุกเข้าไปยึดครองและตั้ง ตัวในพื้นที่ป่าถูกทำลายจนยากต่อการจัดการเพื่อฟื้นฟูสู่สภาพป่าดั้งเดิมของพื้นที่ได้

กรรณิการ์…สมุนไพรให้สี

June 11th, 2012

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Nyctanthes arbor-tristis L.
ชื่อสามัญ :   Night blooming jasmine
วงศ์ :   OLEACEAE
ชื่ออื่น :  กณิการ์ , กรณิการ์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสาก ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3.5-10 ซม. ปลายแหลมหรือยื่นเป็นติ่งแหลม โคนมน ขอบเรียบหรือจักแหลมใกล้ๆ โคนใบ แผ่นใบหนาสากมือ มีขนแข็งตามแผ่นใบและเส้นใบ ตามขอบใบอาจมีขนแข็งๆ เส้นแขนงใบข้างละ 3-4 เส้น ปลายเส้นจรดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ช่อดอกออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาว 1.2-2 ซม. มีใบประดับรูปคล้ายใบเล็กๆ 1 คู่ที่ก้านช่อดอก แต่ละช่อมี 3-7 ดอก กลิ่นหอม บานตอนเย็นและจะร่วงในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีก้านดอก แต่ละดอกมีใบประดับ 1 ใบ ดอกตูมมีกลีบดอกเรียงซ้อนกันและบิดเป็นเกลียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ติดกันเป็นหลอดรูปกรวยปลายตัดหรือหยักตื้นๆ 5 หยัก ด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสีแสด ยาว 1.1-1.3 ซม. ด้านนอกเกลี้ยง ด้านในมีขนยาวๆ สีขาวที่โคนหลอด ปลายหลอดแยกเป็นกลีบสีขาว 5-8 กลีบ แต่ละกลีบยาว 0.9-1.1 ซม. โคนกลีบแคบ ปลายกลีบกว้างและเว้าลึก เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ภายในหลอดกลีบดอกตรงบริเวณปากหันด้านหน้าเข้าหากัน ก้านชูอับเรณูเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับหลอดดอก รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ กลม มี 2 ช่อง มีออวุลช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีอันเดียว ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่มมีขน ผลรูปไข่หรือกลม ค่อนข้างแบน ปลายมีติ่งสั้นๆ
ส่วนที่ใช้
ต้น ใบ ดอก ราก ก้านดอก
สรรพคุณ
ต้น – รับประทานแก้ปวดศีรษะ
ใบ –  บำรุงน้ำดี
ดอก – แก้ไข้ และแก้ลมวิงเวียน
ราก – แก้อุจจาระเป็นพรรดึก บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ลม แก้ผมหงอกบำรุงผิวหนังให้สดชื่น
ก้านดอกสีแดงแสด (สีส้ม) – คั้นเอาน้ำไปทำสีขนมหรือสีย้อมผ้าได้ดี
วิธีและปริมาณที่ใช้
ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำ เติมน้ำคั้นเองาแต่น้ำ 1 ถ้วยแก้ว แบ่งรับประทาน 4 ครั้ง เป็นยาขม เจริญอาหาร
สารเคมี
กลุ่ม Carotenoid
.
ที่มา www.rspg.or.th

เขื่อนแม่วงก์ : ผลที่ได้มากกว่าผลกระทบจริงหรือ!!!

June 11th, 2012

อากาศที่ร้อนระอุในช่วงนี้ยิ่งสะท้อนเตือนให้รู้ว่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความรู้ทางวิชาการบอกไว้ว่าทรัพยากรป่าไม้จะช่วยบรรเทาอุณหภูมิอันร้อนระอุลงได้ ขณะเดียวกันความร้อนที่แผ่ไปทั่วนำมาซึ่งความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร วิธีแก้ปัญหาจากภาครัฐจากกรณีแห้งแล้งคือการสร้างเขื่อนเพราะเชื่อว่าจะแก้ปัญหาน้ำได้ 2 ด้านคือน้ำแล้งและน้ำท่วม
โครงการเขื่อนแม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ กำลังหยิบยกมาแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2555 เห็นชอบในหลักการให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์โดยใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาทและใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปีจะแล้วเสร็จในปี 2562 มูลนิธิ สืบนาคะสเถียรและองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าสากล (WCS) มูลนิธิลูกโลกสีเขียว มูลนิธิคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก มูลนิเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เป็นต้น มีข้อคัดค้านพร้อมระบุเหตุผลคัดค้านว่าเขื่อนแม่วงก์โดยระบุว่า ไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้จริงเพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ในเขตพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมได้แก่ อ.แม่วงก์ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเท โดยเฉพาะในเขตอำเภอลาดยาว เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งรับน้ำจากพื้นที่ ทั้งทางตอนจากจังหวัดกำแพงเพชร ทางตะวันออกจากอำเภอบรรพตพิสัย และอำเภอเก้าเลี้ยว ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากอำเภอแม่วงก์ และทางทิศตะวันออกจากอำเภอแม่เปินและอำเภอชุมตาบง ลักษณะทางธรณีวิทยาเช่นนี้เป็นลักษณะทางธรรมชาติของพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมของลำนี้อีกหลายสายมาบรรจบกันกับแม่น้ำวง ทำให้บริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่บริเวณลุ่มต่ำ โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองอำเภอลาดยาว จ.นครสวรรค์ การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์จึงสามารถเก็บน้ำได้บางส่วนเท่านั้น
เหตุผลประกอบการคัดค้าน ด้านระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้น มีหลากเรือง ประเด็นที่สำคัญเขื่อนแม่วงก์จะทำลายสภาพป่าริมลำน้ำแม่วงก์ ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์  โดยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นกระบากใหญ่ ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี และต้นไม้ใหญ่อื่นๆ ที่หลงเหลือจากการถูกตัดฟันในอดีตขึ้นปะปนกับป่าไผ่  และเขื่อนแม่วงก์จะนำไปสู่การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าบริเวณริมอ่างเก็บน้ำอย่างยากที่จะควบคุม เนื่องจากบริเวณเหนือแนวอ่างเก็บน้ำ ยังมีไม้สัก ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ ที่มีขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปี
ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าสากล  (WCS) ประเทศไทย  ระบุว่าสถานการณ์เช่นนี้มีให้เห็นกับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศไทย จะมีผู้เข้าไปลักลอบตัดไม้แล้วซ่อนไม้ไว้ในเขื่อน เมื่อปลอดเจ้าหน้าที่จะเคลื่อนย้ายไม้ออกมาการสร้างเขื่อนเท่ากับทำเส้นทาง ให้การขนไม้ออกจากป่าได้อย่างง่ายดายมากขึ้น  พร้อมยังระบุว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์เป็นการทำลายระบบนิเวศของผืนป่าและสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยจะส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่สำคัญคือเสือโคร่ง ปัจจุบันประชากรเสือโคร่งทั้งโลกเหลืออยู่เพียง 3,200 ตัว ขณะที่อยู่ในประเทศไทยไทยมากกว่า 250 ตัวและส่วนใหญ่อยู่ในผืนป่าตะวันตกรวมทั้งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยที่ก่อนหน้านั้นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเรื่องเสือโคร่งโลกได้มี พันธสัญญาว่าจะเพิ่มจำนวนเสือโคร่งให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ก่อนปี 2565
ที่ผ่านมาได้จัดทำข้อมูลเสือโคร่งติดตั้งกล้องจับภาพเสือโคร่ง จนได้ข้อมูลเส้นทางเดินของเสือโคร่ง 300 ตารางกม. นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาศัยของนกยูงริมน้ำแม่วงก์ จนมีชื่อเรียกขานในพื้นที่ป่าว่าเป็นลานนกยูง จากเดิมเมื่ออดีตไม่มีนกยูงเพราะเกิดการสัมปทานป่าไม้ หลังจากสิ้นสุดอายุสัมปทาน ได้ฟื้นฟูจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
อุทยานแม่วงก์ เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นการสร้างเขื่อนโดยอ้างว่าเพื่อการชลประทานเฉพาะพื้นที่บางจุด แต่ต้องสูญเสียพื้นที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่เป็นความหวังในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ถือเป็นแผนงานที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ในพื้นที่กสิกรรมและชุมชนในอำเภอแม่วงก์ ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเกิดใหม่ในระยะยาวเวลาประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาบุกเบิกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติบริเวณนี้ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ โดยที่ไม่ได้ประสบปัญหาภัยแล้ง หรือภัยน้ำท่วมจากลำน้ำแม่วงก์อย่างชัดเจนเป็นประจำ ดังนั้นการที่บุคคลในรัฐบาลที่สนับสนุนโครงการเขื่อนแม่วงก์โดยพยายามกล่าว อ้างว่าเขื่อนแม่วงก์จะแก้ปัญหาระบบชลประทานหรือแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น ถือเป็นเหตุผลที่ไม่สมควรกล่าวอ้างทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
จากข้อมูลการสร้างเขื่อนแม่วงก์ บริเวณเขาสบกก เขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทันทีไม่น้อยกว่า 13,000 ไร่ มีพื้นที่น้ำท่วม 11,000 ไร่   ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร มีไม้สัก 11.39 ตร.กม. ป่าเต็งรัง 3.5 ตร.กม. ซึ่งล้วนมีความหลากหลายทางธรรมชาติที่ยังไม่มีการสำรวจอย่างชัดเจน
ข้อเสนอแนะและทางเลือกอื่นเสนอให้สร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่  ถึงแม้ว่าจะกักเก็บน้ำไดน้อยแต่มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำและการจัดการน้ำมากกว่าลดการสูญเสียน้ำที่เกิดจากขนส่ง ในการจ่ายน้ำระบบคอลงชลประทานจะมีการสูญเสียน้ำมากกว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์และหากใช้น้ำใต้ดินจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนมากขึ้น รวมทั้งสร้างแก้มลิงเพื่อป้องกันน้ำท่วม  และต้องทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะถนนซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทราบดี นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้จัดการเกษตรอย่างเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ
ป่าต้นน้ำที่เหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศหากต้องสูญเสียพื้นทีป่านับหมื่นไร่ไปอีก นึกไม่ออกว่าอุณหภูมิประเทศจะร้อนขึ้นขนาดไหน
.
ที่มา นสพ.เดลินิวส์

แมลงปอ แมลงนักล่า

June 11th, 2012

แมลงนักล่า ที่สำคัญตัวหนึ่ง ได้แก่ แมลงปอ (dragonfly) จัดอยู่ในอันดับ Odonata แมลงปอนับว่าเป็น แมลงโบราณมากพวกหนึ่งที่พบตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยพบซากฟอสซิลของมันในยุคเพอร์เมียน (330-335 ล้านปีมาแล้ว) แมลงปอสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก จึงยังไม่สูญพันธุ์และแพร่พันธุ์อยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั่วโลกมีทั้งหมดประมาณ 4,500 ชนิด พบอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะในแถบร้อน
ตามปกติจะพบแมลงปอบินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือแหล่งน้ำ สระ บ่อ ฯลฯ เป็นแมลงที่บินเก่งที่สุด บินได้เร็ว และไกล บางชนิดบินได้เร็วถึง 90 ไมล์ต่อชั่วโมง เคยพบแมลงปอบางชนิดบินอพยพจากออสเตรเลียไปแทสมาเนีย เป็นระยะทางไกลถึง 200 ไมล์
แมลงปอเป็นแมลงที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก ทั้งตัวแก่และตัวอ่อนเป็นตัวห้ำที่สำคัญใช้ปราบศัตรูพืช คอยจับแมลงอื่นเป็นอาหาร จึงนับเป็นนักล่าตัวฉกาจ เมื่อจับเหยื่อได้จะกินทันทีแม้ว่ายังบินอยู่ในอากาศ เหยื่อของมันได้แก่ ตัวริ้น ยุง แมลงวัน แมลงปอตัวใหญ่จะจับกินแม้กระทั่งผึ้ง ผีเสื้อกลางคืน และแมลงตัวใหญ่อื่นๆ มีผู้สังเกตว่า แมลงปอสามารถกินยุงได้ครั้งละมากกว่า 100 ตัว กินแมลงหวี่ขาวในไร่ ยาสูบได้ชั่วโมงละกว่า 50 ตัว
ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ กินสัตว์น้ำหลายชนิด เช่น ลูกน้ำ ลูกกบ ลูกปลา ตัวอ่อนของแมลงปอมีริมฝีปากล่าง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะ ใช้จับเหยื่อเรียกหน้ากาก (mask) ยาวถึง 1 ใน 3 ของลำตัว เมื่อไม่ใช้จะ หดพับไว้ใต้หัว ดูคล้ายสวมหน้ากาก จับเหยื่อได้เร็วมาก ตัวอ่อนสามารถกินลูกน้ำได้ถึง 60 ตัวใน 10 นาที
แมลงปอตัวเมียจะวางไข่บนผิวน้ำหรือพืชที่อยู่ริมน้ำ และแมลงปอมีการเลือกสถานที่วางไข่อย่างพิถีพิถัน บางชนิดชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง บางชนิดชอบวางไข่ในกระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่ไข่ของพวกนี้จะมีใยยึดติดกับพืชน้ำ บางทีเราจะเห็นแมลงปอบินฉวัดเฉวียนเหนือพื้นน้ำ เอาก้นวักน้ำ เพื่อปล่อยไข่ลงในน้ำ ไข่ของแมลงปอจะมีสารจำพวกวุ้น (gelatin) หุ้มอยู่ เมื่อลอยไปติดพืชน้ำจะเกาะแน่น ส่วนแมลงปอที่อยู่ ในป่าทึบอาจไข่ไว้บนใบไม้แห้ง บางชนิดไข่ในน้ำซึ่งยังอยู่ตามโพรงไม้ ยอดไม้ บางชนิดไข่ในหนองบึงที่ชื้นแฉะ อย่างไรก็ตามมันพยายามเลือกสถานที่ที่วางไข่ซึ่งทำให้ตัวอ่อนเมื่อออกจากไข่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมในที่นั้นได้
แมลงปอจะวางไข่ได้ตลอดปี ปีละหลายครั้ง ครั้งละ 500-600 ฟอง อายุของไข่ประมาณ 10-15 วัน อายุของตัวอ่อนไม่แน่นอนแล้วแต่ชนิด บางชนิดตัวอ่อนมีอายุประมาณ 1 เดือน แต่บางชนิด ตัวอ่อนมีอายุถึง 5-6 ปี ตัวอ่อนจะหายใจด้วยเหงือก (gill) ซึ่งอยู่ที่ก้น มันหายใจโดยสูบน้ำเข้าออกทางช่องก้นของมัน แต่ถ้าหากมันตกใจ มันจะพ่นน้ำพรวดออกจากก้นและด้วยแรงพ่นนี้ตัวของมันก็จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ตัวอ่อนลอกคราบได้มากกว่า 10 ครั้ง ไม่มีระยะดักแด้
เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่ จะโผล่พ้นน้ำ คลานขึ้นมาอยู่บนฝั่งหรือบนพืชน้ำ จะลอกคราบครั้งสุดท้าย ปรากฏรอยปริบนหลังของมัน แล้วตัวแก่ของแมลงปอก็จะค่อยๆ โผล่ออกมา ตอนแรกปีกยังเปียกชื้นและยับยู่ยี่ ต่อมาสักครู่ประมาณหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มันก็สามารถขยายตัวจนมีขนาดโตเต็มที่พร้อมที่จะบินได้ ในระยะ 1-2 วันแรก จะมีสีซีด เมื่อสี (pigment) เจริญดีแล้ว ก็จะมีสีสดเหมือนตัวเต็มวัยทั่วไป
ในหมู่แมลงด้วยกัน แมลงปอนับเป็นแมลงที่ดุร้าย กินแมลงอื่นทุกชนิดไม่เลือก เป็นตัวห้ำตลอดชีวิตทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ คอยปราบแมลงที่เป็นศัตรูพืชและช่วยกำจัดยุง ซึ่งเป็นพาหะในการนำเชื้อโรค จึงมีประโยชน์ในด้านการควบคุมทางชีววิธี (biological control)
.
เรียบเรียงโดย :ลักขณา ปาการเสรี
ที่มา  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, รูปภาพจาก http://teen.teenee.com/howcome/610.html